วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Reason and Value

การทำสิ่งใดก็ตามด้วย "เหตุผล" (Reason) และ "คุณค่า" (Value) นั้นเป็นฝาแฝดกัน แยกกันได้ยากเต็มที 

"ฉันทำสิ่งนี้เพราะเงินตอบแทน" 

นี่เป็นแรงผลักดันให้ลงมือทำเพราะการเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำซึ่งก็คือเงินที่รับตอบแทนมา และก็เป็นได้ทั้งการทำเพียงเพราะเหตุผลที่เห็นสมควรซึ่งก็คือการได้มาซึ่งเงินตอบแทนนั่นแหละ

มันเป็นเรื่องยากที่แยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน

นัก NLP เสนอว่า การที่ใครจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรนั้น คุณค่าเป็นสิ่งที่ทรงพลังกว่าเหตุผลอยู่มากโข เมื่อคุณจะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ คุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าถึงคุณค่าของมัน ไม่ใช่ทำเพียงเพราะเหตุผล เพราะทันทีที่คุณมีเหตุผลที่จะลงมือทำ เหตุผลที่จะไม่ลงมือก็สามารถเกิดขึ้นมาต่อต้านได้ทันทีเช่นกัน

การการเล็งเห็นซึ่งคุณค่าของสิ่งที่ทำนั้นไม่ใช่ มันทรงพลังกว่า มันแน่นอนกว่า

แล้วเราจะแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้อย่างไรล่ะ?

จุดตัดง่ายๆ ระหว่างคุณค่าและเหตุผลนั้นมันอยู่ที่คำว่า "ความสุข" (Happiness) เท่านั้นแหละ

สิ่งนั้นมีคุณค่าเพราะคุณรักสิ่งนั้น คุณรักสิ่งนั้นเพราะคุณมีความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งนั้น

ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว






ความเชื่อและสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ NLP พูดอยู่เสมอว่า "ความเชื่อก็คือความจริงสำหรับคนๆ นั้น" คำถามก็คือถ้าผมเป็นนักมวยและเชื่อว่าผมเก่งที่สุดในโลก ผมจะกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกตามความเชื่อของผมหรือไม่?

สำหรับคำตอบก็คือ "จริงครับ" ผมจะกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกจริงๆ แต่มันจริงสำหรับผมเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะจริงสำหรับโลกใบนี้

สำหรับ NLP แล้ว พวกเราทุกคนต่างก็มีความเชื่อด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าความเชื่อแกนที่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง หรือความเชื่อเปลือกที่หมายถึงความเชื่อองค์ประกอบของชีวิต ความเชื่อเป็นความจริงเฉพาะของคนๆ นั้น เพราะฉะนั้นความเชื่อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าใครเชื่อว่าอย่างไรก็จะมีพฤติกรรมสอดคล้องไปตามความเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

ถ้าความเชื่อที่มีสร้างสรรค์ชีวิตก็ไปได้สวย แต่ถ้าเชื่อเลอะเทอะ เชื่อไม่สร้างสรรค์ เชื่ออะไรที่มันสวนทางกับการหมุนของโลกของความเป็นจริง ความซวยอย่างแท้จริงก็จะบังเกิด

NLP จึงเน้นย้ำเป็นอย่างยิ่งว่าความเชื่อที่มีนั้นจำเป็นต้องสร้างสรรค์ ซึ่งถ้าไม่รู้ว่าอย่างไรจึงจะสร้างสรรค์อย่างน้อยก็ควรดูแบบอย่างจากผู้ที่ประสบความสำเร็จว่าเขาเชื่ออย่างไรกันบ้าง

ถ้าคุณไปถามนักมวยที่ประสบความสำเร็จ เชื่อเถอะพวกเขาไม่ได้เชื่อว่าเขาเก่งหรอก แต่เขาเชื่อว่าการฝึกซ้อมอย่างทุ่มเทอย่างไม่ย้อท้อคือทั้งหมดต่างหาก

และถ้าคุณไปถามคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวร่ำรวยด้วยตัวเอง ก็เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้เชื่อว่าหรอกว่าเขาร่ำรวยแล้ว แต่เขาเชื่อว่าเขาสามารถสร้างความร่ำรวยได้ด้วยความสามารถของเขาเอง ซึ่งก็กำลังทำอยู่เนี้ย!!!

เชื่ออย่างไร เชื่ออย่างสร้างสรรค์หรือไม่ นั่นแหละคือสิ่งที่ NLP ต้องการจะเน้นย้ำ สำหรับความเชื่อของทุกคน






The Sub-Modality Control

ถ้าการนึกถึงเสียงตะคอกที่ฝังใจมาในวัยเด็กจะทำให้รู้สึกหวาดกลัวและหดหู่ใจอย่างที่สุด หรือภาพประสบการณ์ความผิดพลาดในอดีตบางอย่างก็สร้างรู้สึกที่เรียกว่าจิตตกได้ไม่น้อย 

ที่สำคัญคือถึงแม้เราจะไม่ได้อยากนึกถึงมันเลยแม้แต่น้อยแต่บ่อยครั้งที่มันก็ผุดขึ้นมาเองอย่างไร้การควบคุม 

การเปลี่ยนประสบการณ์นั้นให้กลายเป็นหนังเงียบ ภาพเหตุการณ์หดเล็กลงจนเหลือเท่าภาพในแสตมป์ หรือไม่ก็ขยำภาพเหตุการณ์แย่ๆ เหล่านั้นปาลงถังขยะเสียเลยสามารถช่วยทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวและหดหู่ใจหายไปได้อย่างน่าประหลาดใจ

หรือถ้าเปลี่ยนเสียงตะคอกให้กลายเป็นเสียงโดนัลด์ดั๊กมันเสียเลยคุณก็อาจจะรู้สึกขบขันแทนไปเลยก็ได้

และถ้าเราทำอย่างนี้บ่อยมากพอจนกระทั่งระบบประสาทของเราเกิดความเคยชินแล้วล่ะก็ ประสบการณ์แย่ๆ เหล่านี้ก็จะไม่สามารถกลับมารบกวนชีวิตของเราได้อีกต่อไป เพราะเราได้สอนระบบประสาทให้รู้แล้วว่าควรจะตอบโต้ต่อ Resource แย่ๆ อย่างนี้แบบไหนดี






Working

ทำไมงานที่ฉันทำอยู่จึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที(วะ) ..... อันนี้ว่ากันตามประสบการณ์ที่เห็นกับตาตัวเองมาล้วนๆ ผมค้นพบว่ามันก็เป็นไปตามที่ NLP เขาว่านั่นแหละ คือผู้คนโดยส่วนใหญ่มักทำงานของเขาด้วย "เหตุผล" และเหตุผลที่มันจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้คนต้องทำงานก็คือ "เงิน"

แน่นอน เราอยู่ในสังคมทุนนิยม อะไรๆ ก็ต้องใช้เงินไปหมด ชีวิตของเราต้องการเงินอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่มีเงินเราจะอยู่ได้อย่างไร ว่าแล้วก็ต้องหาทางให้ได้เงินมาไม่ว่าจะด้วยทางใดทางหนึ่ง

ว่าแล้วทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน เมื่อจะเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม เรื่องที่ว่า "เอ๊ะ จะได้เงินเท่าไหร่นะ" มันก็เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก

ทำไอ้โน่นแล้วได้เงินดีนะ ทำไอ้นู้นรายได้ดีนะ เห็นเขาทำกิจการนู้นนี้แล้วเงินดีมากเลยนะ บลาๆๆๆๆๆ

ซึ่ง NLP บอกว่ามันผิด!!!!!

เราทำเพราะอยากได้เงิน แต่ถ้างานมันมีอุปสรรค ถ้าเงินมันไม่ได้ตามที่ฝันไว้เราจะทำทำไปได้ซักกี่น้ำ? แล้วทำอะไรล่ะที่ไม่ต้องมีอุปสรรคแม้แต่นิดเดียว ถ้ามีผมก็ยินดีด้วย แต่ในความจริงผมว่ามันเป็นไปไม่ได้!!!!

ดังนั้น NLP จึงว่าเมื่อเราทำอะไรก็ตาม ถ้าจะให้ประสบความเสร็จเราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เรา "รัก"

คุณรักที่จะทำอะไร ทำอย่างไรล่ะ ก็ทำไปอย่างนั้นแหละ จงใช้สติและปัญญาของคุณทำสิ่งที่รักให้เป็นเงิน นั่นต่างหากที่เป็นสูตรสำเร็จของผู้คนที่สำเร็จไปแล้วจำนวนมากที่ NLP สังเกตเห็น

สำหรับ NLP ความรักเป็นเรื่องของความเชื่อ คือเป็นการที่เรายอมรับต่อสิ่งใดอย่างไม่มีเงื่อนไข มันทรงพลังมากเพราะมันอยู่เหนือเหตุผล ความรักทำให้ความยากลำบากกลายเป็นความท้าทาย ทำให้อุปสรรคกลายเป็นความตื่นเต้น ไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยยากหรือน่าเบื่อเลยเมื่อคุณต้องทำในสิ่งที่คุณรักซ้ำๆ

เมื่อคุณรักคุณไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล และเมื่อสิ่งที่คุณรักทำเงินให้คุณ ..... นั่นคือเคล็ดลับความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ครับ





Keep Going

หลักการพื้นฐาน (Principle) ของ NLP ข้อหนึ่งกล่าวว่า 

“ทุกพฤติกรรมล้วนแล้วมีเจตนาดี” 

เพียงแต่เจตนาดีที่ว่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “ต่อตนเอง” ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

เช่นถ้าใครซักคนจะยิงปืนใส่อีกคน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาทำจะไม่เป็นเจตนาดีที่ตรงไหน แต่สำหรับส่วนตัวเขาเองนี่ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอเท่าที่เขาจะทำได้ในวินาทีนั้นในบริบทนั้น เช่นถ้าไม่เหนี่ยวไกยิงออกไปในวินาทีนั้นตัวของเขาเองก็อาจจะเป็นฝ่ายโดนยินเสียเองก็ได้

ดังนั้นเอ็นแอลพีจึงมองว่าเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก เราก็จะเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดต่อตัวเองในวินาทีนั้นในบริบทนั้นเสมอ เพียงแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในต่อมารวมถึงผลต่อเนื่องที่จะตามมามันจะเป็นอย่างไรมันก็เป็นอีกเรื่อง และผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราทำได้เพียงยอมรับมันเท่านั้นไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก

สรุปว่าชีวิตของเรา "เดินหน้าต่อไป" เท่านั้นครับ






Free E-Book "Change Your Life with NLP"

โดย พูนศักดิ์ ธนพันธ์พาณิช

อ่านหรือดาวโหลดฟรีได้ที่

http://thaihypnosis.com/book/Change%20you%20life%20with%20NLP.pdf

หรือที่ http://thaihypnosis.com/ แล้วเลือกคลิกที่ Change Your Life with NLP

ขอความสุขและความสำเร็จจงมีแด่ทุกท่านครับ 








ความแตกต่าง

ถ้าเราเปรียบสมองว่าเป็นเหมือนกลไกผลิตความคิดจิตใจอันนำไปสู่พฤติกรรมต่างๆ ที่แต่ละคนแสดงออกมาไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่ละคนก็ย่อมมีกลไกที่แตกต่างกันออกไปอย่างไม่ต้องสงสัย ความแตกต่างนี้มันทำให้คุณก็คือคุณ ผมก็คือผม แต่ละคนเป็นในสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็น พวกเราแตกต่างกันอย่างแน่นอน

เหตุผลที่พวกเรามีกลไกที่แตต่างกันก็เพราะพวกเราผ่านประสบการณ์มาแตกต่างกัน ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นตัวต่อเติมกลไกให้กับพวกเรา ยิ่งผ่านประสบการณ์มากเท่าไหร่กลไกของเราก็ยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่เรากำลังกินอิ่มบางคนกำลังหิวโหย ในขณะที่เรากำลังนอนหลับอย่างสบายบางคนกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างแสนสาหัส พวกเราผ่านเรื่องราวที่แตกต่างกันดังนั้นพวกเราจึงต่างกัน

เมื่อมนุษย์เรามารวมกันเป็นสังคมใหญ่ มีคนเป็นแสนเป็นล้านมาอยู่รวมกัน มันย่อมเป็นไปได้ที่หลายคนจะมีกลไกอะไรบางอย่างหรือหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน แต่มันเป็นไม่ได้เลยที่ทุกคนจะมีกลกลไกที่เหมือนกันทั้งหมด

ในขณะที่กลไกมีความแตกต่างกัน แต่หลายคนกับคาดหวังให้ทุกคนมีกลไกเหมือนกัน อย่างน้อยก็ควรมีกลไกที่เหมือนหรือสอดคล้องไปกับชุดกลไกของฉัน เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเอากลไกของเราไปเป็นมาตรฐานวัดความถูกผิด เมื่อนั้นความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย

ฉันเชื่อแบบนี้ทำไมเธอจึงเชื่อไม่เหมือนฉัน ฉันทำแบบนี้ทำไมเธอไปทำแบบนั้น ฉันกินอิ่มทำไมเธอจึงมาคอยบ่นว่าหิว

เราขัดแย้งกันแน่นอนเมื่อกลไกของใครคนหนึ่งกำลังไปรุกล้ำกลไกของอีกคนหนึ่ง

การทำให้ทุกคนใช้ชุดกลไกเดียวกันมันไม่มีทางเป็นไปได้

แต่สิ่งที่เราทำได้จริงๆ คือการยอมรับซึ่งความแตกต่างกัน



วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Mirror


ระบบประสาทของคนเรามีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่ออารมณ์ในลักษณะของการเข้าร่วมได้ง่ายกว่าการรับรู้อื่นๆ

เช่นหากเรากำลังมองเห็นคนร้องให้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วยก็ตาม แต่ก็จะมีแนวโน้มสูงที่เราจะค่อยๆ รู้สึกหดหู่และเศร้าตามไปด้วย

หรือการที่กำลังมองเห็นคนกำลังทะเลาะด่าทอกันด้วยความรุนแรง ก็มีแนวโน้มที่เราจะรู้สึกตื่นเต้น หงุดหงิด เกิดอารมณ์รุนแรงเพิ่มสูงตามไปด้วยขึ้นแม้ว่าเราจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการทะเลาะเบาะแว้งนั้นก็ตาม

กลไกในธรรมชาตินี้เรียกว่ามิลเลอร์นิวรอน(ระบบประสาทกระจกเงา) มันเกิดขึ้นในสมองและระบบประสาทของทุกคน เพียงแต่จะมีปริมาณมากน้อยขนาดใหนก็เท่านั้น นั่นหมายความว่าการแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเราเองย่อมมีส่วนชี้นำอารมณ์ของคนที่อยู่รอบตัวเราด้วยอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

คุณต้องการให้ผู้คนรอบตัวเป็นอย่างไร? มีอารมณ์อย่างไร?

คุณต้องเริ่มต้นจากตัวของคุณเองครับ!




วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Confidence

หลักสำคัญประการหนึ่งที่นักสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapist) ทั่วโลกส่วนมากมักจะเห็นพ้องต้องกันก็คือ “การบำบัดไม่ควรที่จะทำเกินหนึ่งหัวข้อในเวลาเดียวกัน” เช่น หากต้องการจะบำบัดเรื่องเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า ลดน้ำหนัก เพิ่มศักยภาพการกีฬา หรือแม้กระทั่งบำบัดอาการกลัวอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Phobia) ก็ควรที่จะทำทีละเรื่อง ๆ ไป ด้วยเหตุผลที่ว่าสมองของมนุษย์เรานั้นสามารถเรียนได้ดีที่สุดเพียงครั้งละหนึ่งเรื่องเท่านั้น

ลองนึกถึงว่ามันจะยุ่งยากขนาดไหนถ้าเราพยามเรียนวิชาเลขไปพร้อมๆ กับวิชาภาษาอังกฤษ?

แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนไม่มีสิ่งใดตายตัวหรอกครับ

ข้อยกเว้นในกรณีนี้ก็คือ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตามที ผู้บำบัดสามารถเพิ่มเติมในส่วนของเรื่อง “ความมั่นใจ” (Self Confident) ในตัวเองให้กับผู้เข้ารับการบำบัดได้

ตลอดระยะเวลาการทำงานด้านสะกดจิตบำบัดมาร่วม 5 ปี ผู้บำบัดยังไม่เคยเจอใครที่ไม่ต้องการให้ผู้บำบัดเพิ่มเติมในส่วนของความมั่นใจในตนเองเลยสักคน ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นระดับ CEO ขององค์กรระดับสูง หรือแม้กระทั่งนักเรียนมัธยมก็ตามที คนทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความมั่นใจในตนเองเพิ่มมากขึ้นทั้งนั้น

ความมั่นใจเป็นดุจดั่งพรวิเศษที่จะช่วยให้คน ๆ นึงสามารถก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องเจอในแต่ละวันได้อย่างยอดเยี่ยม มีแต่คนที่มีความมั่นเท่านั้นจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างไม่ย่อท้อ ในทางตรงกันข้ามการขาดซึ่งความมั่นใจก็เปรียบเสมือนกับกำแพงหนามสูงท่วมหัวที่ขวางเราไม่ให้สามารถก้าวข้ามไปสู่การประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา เพื่อที่จะให้เราสามารถที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ ยิ้มได้อย่างมั่นใจ ต่อรองได้อย่างมั่นใจ พรีเซนต์งานได้อย่างมั่นใจ แม้กระทั่งจีบสาวได้อย่างมั่นใจนั้น ความมั่นใจมันจำเป็นที่จะต้องออกมาจากภายในส่วนลึกของจิตใจเสียก่อน

แหล่งผลิตความมั่นใจนั้นก็คือการทำงานของสมองในส่วนที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก (Subconscious)

จะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้จิตใต้สำนึกเรียนรู้ที่จะผลิตการตอบสนองที่เรียกว่าความมั่นใจขึ้นมาได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองยอดอย่างเยี่ยมมากที่สุด

จงจดจำไว้ว่า “ความมั่นใจเป็นบันไดก้าวแรกสู่ความสำเร็จ” 

และการสะกดจิตบำบัดก็เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมตัวนึงที่จะสามารถมอบสิ่งนี้ให้กับคุณได้ดังที่คุณต้องการ



วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นิวรอน

ในหัวสมองของเรามีสารสื่อประสาทหรือนิวรอนอยู่นับล้านๆเซล แต่ละนิวรอนบรรจุไปด้วยข้อมูลต่างๆ ที่จะประกอบขึ้นเป็นจิตใจของเรา เราถ่ายทอดสิ่งที่บรรจุในนิวรอนเหล่านี้ออกมาสู่โลกภายนอกด้วย "ภาษา" ที่พวกเราใช้ในการสื่อสาร

หลักการง่ายๆ ของนิวรอนเหล่านี้ก็คือ ยิ่งเราใช้นิวรอนตัวใดบ่อยๆ นิวรอนตัวนั้นก็จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งโตมากมันก็ยิ่งทำงานได้อย่างเร็วและมีอำนาจ แล้วถ้ามันโตมากเพียงพอมันก็อาจจะไปเกาะเกี่ยวโครงข่ายเข้ากับนิวรอนอื่นๆ ทำให้นิวรอนตัวนี้ส่งอิธิพลไปยังนิวรอนอื่นที่อยู่ข้างเคียงด้วย ในทางตรงกันข้าม นิวรอนที่ไม่ได้ใช้งานก็จะเสื่อมสลายไปเองตามธรรมชาติ บ่อยครั้งที่สมองของเราจะย่อยสลายนิวรอนที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างเพื่อให้สมองของเรามีพื้นที่เพียงพอเหลือเฟือต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งนิวรอนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานนี่แหละจะเป็นพวกแรกที่โดนย่อย

นิวรอนจะเจริญเติบโตได้อย่างไร?

ก็เมื่อเราใช้มันโดยผ่านทางความคิด คำพูด รวมไปถึงการกระทำ

นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเราจึงต้องหมั่นคิด พูด และทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ สิ่งที่เราต้องการให้มันมีความเจริญก้าวหน้า

หัวใจสำคัญคือเราต้องฉลาดที่จะเพาะเลี้ยงนิวรอนบางตัวให้โต และทำให้นิวรอนไร้ประโยชน์บางตัวหมดความสำคัญลงไป

เพราะตัวตนของเราประกอบขึ้นด้วยนิวรอนครับ



อิธิพลของการรับรู้

มีการทดลองประหลาดๆอันหนึ่งเกิดขึ้น คือเขาแบ่งผู้รับการทดลองเป็นสองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มเหมือนกันคือให้เล่นเกมเรียงคำ (มีไพ่เป็นใบๆ มีคำต่างๆ ในไพ่แล้วให้เรียงคำเหล่านี้ให้เป็นประโยค) ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้ก็คือ ไพ่กลุ่มแรกมีคำไปในทำนองว่า "แก่ เชื่องช้า หย่อนยาน บลาๆๆ" ในขณะที่กลุ่มหลังเป็นคำในทำนองว่า "หนุ่มสาว รวดเร็ว แคล่วคล่อง ว่องใว บลาๆๆๆ"

เมื่อการเล่นเกมจบลง คนทั้งสองกลุ่มก็ถูกร้องขอให้กลับไป โดยให้เดินไปที่ลิฟท์ที่อยู่ใกลออกไป

ผลประกฏว่า ..... ค่าสถิตโดยรวมแล้วคนในกลุ่มแรกใช้เวลาในการเดินทางไปถึงลิฟท์กว่ากลุ่มที่สองอย่างเห็นได้ชัด ความเร็วในการเดินทางของคนกลุ่มแรกโดยรวมแล้วต่ำลงอย่างชัดเจนในขณะที่ความเร็วของคนกลุ่มหลังกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน

นี่คืออธิพลโดยตรงของการสื่อสารที่มีต่อพวกเราไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เมื่อเรารับรู้ทันใดนั้นนิวรอนมันจะเกิดขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลที่รับรู้นั้นเอาไว้ และยิ่งเราเรียนรู้มันซ้ำๆใช้งานมันซ้ำๆ นิวรอนตัวนั้นก็ยิ่งเะจริญเติบโตและส่งอธิพลต่อชีวิตของเราโดยอัตโนมัติ

เพราะตัวตนของเราทุกคนประกอบขึ้นด้วยนิวรอนนับล้านๆเซลครับ



8 Success

จากการวิจัยของนัก NLP พวกเขาพบว่าโดยสถิตแล้ว ผู้สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มักจะมีองค์ประกอบชีวิตบางประการที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน 8 ข้อดังต่อไปนี้

1. มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน

2. นึกถึงความทุกข์หรือความผิดพลาดในอดีตน้อยกว่าคนทั่วไป

3. เมื่อเผชิญเหตุการณ์ร้าย พวกเขาถนัดที่จะมองมันให้เป็นด้านบวกมากกว่าคนทั่วไป

4. หลายคนมีอุปนิสัยจดบันทึกเรื่องตัวเอง หรือเขียนเป้าหมายตัวเองออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร

5. มักจะวางเป้าหมายความสำเร็จสอดคล้องกับอาชีพ การศึกษา ครอบครัว หรือท้องถิ่นที่อาศัย

6. แข่งขันกับตนเอง หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น
7. มีแนวโน้มที่จะแสวงหาความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน

8. รู้คุณค่าของตนเอง






น้ำหนักของถ้อยคำ

หากคุณเรียก .... "ยาม" ว่า "Security Guard"

หากคุณเรียก .... "แอร์-สจ๊วรต" ว่า "Flight Attendance"

หากคุณเรียก .... "หมอโรคจิต" ว่า "จิตแพทย์"

หากคุณเรียก .... "หมอหมา" ว่า "สัตวแพทย์"

บางทีผู้ฟังจะมีความสุขมากขึ้น จะรู้สึกดีมากขึ้น และมีการตอบสนองที่ดีมากขึ้น

NLP เรียกความแตกต่างระหว่างถ้อยคำที่มีความมหายเหมือนกันเหล่านี้ว่าว่า "น้ำหนักของคำ"

คือความหมายถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างเดียวกันก็ตาม แต่กลับมีน้ำหนักหรือให้การตอบสนองจากผู้รับที่แตกต่างกัน และระบบประสาทของคนเรานั้นพร้อมที่จะรับฟังรู้ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกพึงพอใจอยู่แล้ว

ถ้ารู้จักเลือกใช้ให้ถูกจังหวะ คุณก็จะได้เปรียบในการสื่อสารของคุณ

เช่น ....ถ้าในร้านอาหารที่วุ่นวาย คุณพยามเรียกพนักงานเสริฟว่า "น้องๆๆ" อยู่หลายรอบก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง แต่พอคุณเรียกว่า "คนสวย" การตอบสนองก็อาจจะเกิดขึ้นได้โดยฉับพลันทันที

ทำไม? มันเกิดอะไรขึ้่น? .... คือมันอย่างนี้ครับ

ในระบบประสาทส่วนลึก ใครๆ ก็อยากเป็นคนสวย(คนหล่อ)ด้วยกันทั้งนั้น (โดยปรกติแล้ว) มนุษย์เรามีสัญชาติญาณระดับจิตใต้สำนึกในเรื่องนี้อยู่ทุกคน

ดังนั้นพอมีเสียงเรียกว่าคนสวย คำถามก็คือใครล่ะคือคนสวย? เพื่อการนี้จิตใต้สำนึกมันก็เลยตะโกนขึ้นว่า "ฉันเอง!!!" ถ้าเมินเฉยต่อคำนี้แล้วล่ะก็ .... นี่มันก็เป็นการใจร้ายต่อตัวเองไปซักหน่อย จิตใต้สำนึกมันไม่ยอมหรอก

 ... ดังนั้นเพื่อให้เกิดการยอมรับต่อคำนามนี้อย่างเต็มที่ยิ่ง ... การตอบสนองที่ดีจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามมาเพื่อยืนยันว่า "นั่นแหละฉันเอง"






วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

Comfort Zone


ธรรมชาติออกแบบสมองและระบบประสาทของเราให้มีความสามารถในการอยู่รอด การทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตสามารถอยู่รอดต่อไปได้คือเป้าหมายพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพื่อการนี้ระบบประสาทของเราจึงสร้างกลไกที่เรียกว่า Comfort Zone ขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเรา

 Comfort Zone คืออะไร?

มันเป็นภาพจำลองของพื้นปลอดภัยที่จิตใจของเราสร้างขึ้นมา ในพื้นที่ Comfort Zone นี้เราจะรู้สึกว่ามันปลอดภัยหรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่ามันดีอยู่แล้วสมควรที่จะดำเนินอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

หลักการง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า มนุษย์เรานั้นไม่มีความสามารถสามารถในการที่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรกับเราบ้างในอนาคต เช่นถ้าเราย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเราหรือถ้าถ้าเราทำในสิ่งใหม่อะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ดังนั้นเพื่อให้มันจะปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สมองและระบบประสาทของเราจึงเลือกหนทางที่มันคิดว่าดีที่สุดและง่ายที่สุดขึ้นมา นั่นก็คือ “การไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย” ถ้าเราไม่ย้ายหรือไม่ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ เราอยู่ที่เดิมทำอะไรแบบเดิมๆ ปล่อยให้ทุกสิ่งมันดำเนินไปเหมือนกับที่มันเคยดำเนินไปได้ในทุกๆ วัน ผลลัพธ์มันก็ย่อมจะเหมือนเดิม การเหมือนเดิมอย่างกับทุกวันที่ผ่านมานี้เป็นเครื่องการันตีอย่างชัดเจนว่าฉันยังปลอดภัยดี ฉันยังปรกติดี หรืออย่างน้อยฉันก็ยังคงมีชีวิตต่อไปได้เหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา

เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตของเราอยู่จะใน Comfort Zone ที่ (มันคิดว่า) ปลอดภัย ระบบประสาทของเราจึงสร้างเครื่องมือป้องกันไม่ให้เราใช้ชีวิตก้าวล่วงออกจากพื้นที่ Comfort Zone นี้เหมือนกับการที่เราล้อมคอกขังวัวควายเอาไว้ เพื่อไม่ให้หนีหายไปที่ไหน เครื่องมือที่ว่านี้ก็เช่น

“ความรู้สึกว่าฉันกลัว”
“ความรู้สึกว่าฉันสำเร็จสมบูรณ์ดีแล้ว”
“ความเพ้อฝันถึงอนาคตที่แสนหวานของฉัน”
“ความรู้สึกว่าฉันผิดหรือฉันต้องการไถ่ถอนความผิด”
“ความรู้สึกว่าฉันเหนื่อยแล้ว พอแล้ว”
“ความรู้สึกว่าฉันไม่สามารถ หรือฉันไม่มีวัน”
“ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นมันเป็นไปไม่ได้”
“ความรู้สึกว่าใครๆ เขาจะไม่ยอมรับหรือจะไม่ชอบ”

ความจริงยังมีรูปแบบเครื่องมือของ Comfort Zone อีกเป็นจำนวนมาก แต่ที่กล่าวมานี้คือเครื่องมือหลักๆ ที่เรามักจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆ ความจริงความรู้สึก (ที่เราเปรียบว่ามันเป็นเครื่องมือ) เหล่านี้มันถูกระบบประสาทของเราสร่างขึ้นมาเพื่อพยามปกป้องตัวมันเองให้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งมันก็เคยใช้ได้ผลดีเมื่อตอนที่พวกเรายังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในป่าเป็นฝูงๆ เหมือนอย่างเมื่อหลายหมื่นหลายแสนปีก่อน เราไม่อยากย้ายถิ่นฐาน เราไม่อยากออกไปหาอาหารในที่เราไม่เคยไป เราไม่อยากเสี่ยงทำอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน ทุกอย่างก็เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

มันเคยเป็นระบบที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้

ทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป สภาพสังคมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ความสลับซับซ้อนทางสังคมและความต้องการ ปัจจัยในการดำรงชีพของมนุษย์สูงมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น และสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จาก Comfort Zone ที่เคยทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้เราได้รับกับอันตรายทุกวันนี้มันกลายสภาพเป็นคอกปิดกั้นความสำเร็จของเราไปเสียแล้ว หลายคนมีชีวิตย่ำอยู่กับที่ปล่อยให้หลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตและผ่านอกไปอย่างว่างเปล่า เราปล่อยให้ Comfort Zone ปิดกั้นตัวเราเอาไว้ด้วยความรู้สึกกลัว ไม่กล้า ไม่มั่นใจ และอีกอะไรอีกมามายหลายอย่างซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยฉุดรั้งชีวิตของเราให้ย่ำอยู่กับที่

ทุกวันนี้เราไม่พอใจเพียงแค่การหาอาหารในเขตหรือถิ่นอาศัยของตัวเอง แต่ชีวิตของเราต้องการเดินไปข้างหน้า เดินไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ ไม่ใช่แค่เราเดินอยู่คนเดียว บ่อยครั้งมันเป็นการแข่งขันกัน ใครล่ะจะเป็นคนที่ไปถึงและคว้าเอาเป้าหมายนั้นมาไว้ในมือได้ก่อนคนอื่น เมื่อติดอยู่ในคอกกั้น และเราไม่สามารถก้าวพ้นคอกกั้นนี้ออกไป การเดินทางไปจนถึงเป้าหมายอันเป็นความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การแข่งขั้นกันเพื่อไปให้ถึงก่อนก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เป็นเช่นกัน

เมื่อเราต้องการความสำเร็จ ต้องการชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมชีวิตที่ดีกว่าที่เคยเป็นอยู่ เรามีความจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เกิดขึ้น การมีชีวิต “เหมือนเดิม” อาศัยอยู่ใน Comfort Zone ที่แสนสบายไม่อาจทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้เลย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องฝึกออกจาก Comfort Zone ที่ขังชีวิตของเราเอาไว้

เราจะออกจาก Comfort Zone ได้อย่างไร?

คำตอบของมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการ “ฝึก"

เราต้องฝึกที่จะทำบางสิ่งที่ท้าทาย ไปให้ถึงจุดที่คิดว่ามันเป็นขีดจำกัดของเราแล้วข้ามพ้นมันไปให้ได้ ฝึกที่เอาชนะขีดจำกัดของตัวออกไปเรื่อยๆ ฝึกต่อสู้กับตัวเอง (บางครั้งอาจจะต้องฝึกสู้กับคนอื่น) เรียนรู้ที่จะเอาชนะตัวเอง ทำลายสถิติของตัวเอง ขยายพื้นที่ภายในจิตใจของเราออกไปไปเรื่อยๆ

ประสบการณ์เล็กๆ แต่ทรงพลังที่แสนยอดเยี่ยมนี้จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไป