การทำสิ่งใดก็ตามด้วย "เหตุผล" (Reason) และ "คุณค่า" (Value) นั้นเป็นฝาแฝดกัน แยกกันได้ยากเต็มที
"ฉันทำสิ่งนี้เพราะเงินตอบแทน"
นี่เป็นแรงผลักดันให้ลงมือทำเพราะการเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำซึ่งก็คือเงินที่รับตอบแทนมา และก็เป็นได้ทั้งการทำเพียงเพราะเหตุผลที่เห็นสมควรซึ่งก็คือการได้มาซึ่งเงินตอบแทนนั่นแหละ
มันเป็นเรื่องยากที่แยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน
นัก NLP เสนอว่า การที่ใครจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรนั้น คุณค่าเป็นสิ่งที่ทรงพลังกว่าเหตุผลอยู่มากโข เมื่อคุณจะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ คุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าถึงคุณค่าของมัน ไม่ใช่ทำเพียงเพราะเหตุผล เพราะทันทีที่คุณมีเหตุผลที่จะลงมือทำ เหตุผลที่จะไม่ลงมือก็สามารถเกิดขึ้นมาต่อต้านได้ทันทีเช่นกัน
การการเล็งเห็นซึ่งคุณค่าของสิ่งที่ทำนั้นไม่ใช่ มันทรงพลังกว่า มันแน่นอนกว่า
แล้วเราจะแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้อย่างไรล่ะ?
จุดตัดง่ายๆ ระหว่างคุณค่าและเหตุผลนั้นมันอยู่ที่คำว่า "ความสุข" (Happiness) เท่านั้นแหละ
สิ่งนั้นมีคุณค่าเพราะคุณรักสิ่งนั้น คุณรักสิ่งนั้นเพราะคุณมีความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งนั้น
ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว
วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ความเชื่อและสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ NLP พูดอยู่เสมอว่า "ความเชื่อก็คือความจริงสำหรับคนๆ นั้น" คำถามก็คือถ้าผมเป็นนักมวยและเชื่อว่าผมเก่งที่สุดในโลก ผมจะกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกตามความเชื่อของผมหรือไม่?
สำหรับคำตอบก็คือ "จริงครับ" ผมจะกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกจริงๆ แต่มันจริงสำหรับผมเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะจริงสำหรับโลกใบนี้
สำหรับ NLP แล้ว พวกเราทุกคนต่างก็มีความเชื่อด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าความเชื่อแกนที่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง หรือความเชื่อเปลือกที่หมายถึงความเชื่อองค์ประกอบของชีวิต ความเชื่อเป็นความจริงเฉพาะของคนๆ นั้น เพราะฉะนั้นความเชื่อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าใครเชื่อว่าอย่างไรก็จะมีพฤติกรรมสอดคล้องไปตามความเชื่ออย่างนั้นจริงๆ
ถ้าความเชื่อที่มีสร้างสรรค์ชีวิตก็ไปได้สวย แต่ถ้าเชื่อเลอะเทอะ เชื่อไม่สร้างสรรค์ เชื่ออะไรที่มันสวนทางกับการหมุนของโลกของความเป็นจริง ความซวยอย่างแท้จริงก็จะบังเกิด
NLP จึงเน้นย้ำเป็นอย่างยิ่งว่าความเชื่อที่มีนั้นจำเป็นต้องสร้างสรรค์ ซึ่งถ้าไม่รู้ว่าอย่างไรจึงจะสร้างสรรค์อย่างน้อยก็ควรดูแบบอย่างจากผู้ที่ประสบความสำเร็จว่าเขาเชื่ออย่างไรกันบ้าง
ถ้าคุณไปถามนักมวยที่ประสบความสำเร็จ เชื่อเถอะพวกเขาไม่ได้เชื่อว่าเขาเก่งหรอก แต่เขาเชื่อว่าการฝึกซ้อมอย่างทุ่มเทอย่างไม่ย้อท้อคือทั้งหมดต่างหาก
และถ้าคุณไปถามคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวร่ำรวยด้วยตัวเอง ก็เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้เชื่อว่าหรอกว่าเขาร่ำรวยแล้ว แต่เขาเชื่อว่าเขาสามารถสร้างความร่ำรวยได้ด้วยความสามารถของเขาเอง ซึ่งก็กำลังทำอยู่เนี้ย!!!
เชื่ออย่างไร เชื่ออย่างสร้างสรรค์หรือไม่ นั่นแหละคือสิ่งที่ NLP ต้องการจะเน้นย้ำ สำหรับความเชื่อของทุกคน
สำหรับคำตอบก็คือ "จริงครับ" ผมจะกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกจริงๆ แต่มันจริงสำหรับผมเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะจริงสำหรับโลกใบนี้
สำหรับ NLP แล้ว พวกเราทุกคนต่างก็มีความเชื่อด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าความเชื่อแกนที่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง หรือความเชื่อเปลือกที่หมายถึงความเชื่อองค์ประกอบของชีวิต ความเชื่อเป็นความจริงเฉพาะของคนๆ นั้น เพราะฉะนั้นความเชื่อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าใครเชื่อว่าอย่างไรก็จะมีพฤติกรรมสอดคล้องไปตามความเชื่ออย่างนั้นจริงๆ
ถ้าความเชื่อที่มีสร้างสรรค์ชีวิตก็ไปได้สวย แต่ถ้าเชื่อเลอะเทอะ เชื่อไม่สร้างสรรค์ เชื่ออะไรที่มันสวนทางกับการหมุนของโลกของความเป็นจริง ความซวยอย่างแท้จริงก็จะบังเกิด
NLP จึงเน้นย้ำเป็นอย่างยิ่งว่าความเชื่อที่มีนั้นจำเป็นต้องสร้างสรรค์ ซึ่งถ้าไม่รู้ว่าอย่างไรจึงจะสร้างสรรค์อย่างน้อยก็ควรดูแบบอย่างจากผู้ที่ประสบความสำเร็จว่าเขาเชื่ออย่างไรกันบ้าง
ถ้าคุณไปถามนักมวยที่ประสบความสำเร็จ เชื่อเถอะพวกเขาไม่ได้เชื่อว่าเขาเก่งหรอก แต่เขาเชื่อว่าการฝึกซ้อมอย่างทุ่มเทอย่างไม่ย้อท้อคือทั้งหมดต่างหาก
และถ้าคุณไปถามคนที่สร้างเนื้อสร้างตัวร่ำรวยด้วยตัวเอง ก็เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้เชื่อว่าหรอกว่าเขาร่ำรวยแล้ว แต่เขาเชื่อว่าเขาสามารถสร้างความร่ำรวยได้ด้วยความสามารถของเขาเอง ซึ่งก็กำลังทำอยู่เนี้ย!!!
เชื่ออย่างไร เชื่ออย่างสร้างสรรค์หรือไม่ นั่นแหละคือสิ่งที่ NLP ต้องการจะเน้นย้ำ สำหรับความเชื่อของทุกคน
The Sub-Modality Control
ถ้าการนึกถึงเสียงตะคอกที่ฝังใจ มาในวัยเด็กจะทำให้รู้สึกหวาดกล ัวและหดหู่ใจอย่างที่สุด หรือภาพประสบการณ์ความผิดพลาดใน อดีตบางอย่างก็สร้างรู้สึกที่เร ียกว่าจิตตกได้ไม่น้อย
ที่สำคัญคือถึงแม้เราจะไม่ได้อย ากนึกถึงมันเลยแม้แต่น้อยแต่บ่อ ยครั้งที่มันก็ผุดขึ้นมาเองอย่า งไร้การควบคุม
การเปลี่ยนประสบการณ์นั้นให้กลา ยเป็นหนังเงียบ ภาพเหตุการณ์หดเล็กลงจนเหลือเท่ าภาพในแสตมป์ หรือไม่ก็ขยำภาพเหตุการณ์แย่ๆ เหล่านั้นปาลงถังขยะเสียเลยสามา รถช่วยทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวแ ละหดหู่ใจหายไปได้อย่างน่าประหล าดใจ
หรือถ้าเปลี่ยนเสียงตะคอกให้กลา ยเป็นเสียงโดนัลด์ดั๊กมันเสียเล ยคุณก็อาจจะรู้สึกขบขันแทนไปเลย ก็ได้
และถ้าเราทำอย่างนี้บ่อยมากพอจน กระทั่งระบบประสาทของเราเกิดควา มเคยชินแล้วล่ะก็ ประสบการณ์แย่ๆ เหล่านี้ก็จะไม่สามารถกลับมารบก วนชีวิตของเราได้อีกต่อไป เพราะเราได้สอนระบบประสาทให้รู้ แล้วว่าควรจะตอบโต้ต่อ Resource แย่ๆ อย่างนี้แบบไหนดี
ที่สำคัญคือถึงแม้เราจะไม่ได้อย
การเปลี่ยนประสบการณ์นั้นให้กลา
หรือถ้าเปลี่ยนเสียงตะคอกให้กลา
และถ้าเราทำอย่างนี้บ่อยมากพอจน
Working
ทำไมงานที่ฉันทำอยู่จึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที(วะ) ..... อันนี้ว่ากันตามประสบการณ์ที่เห็นกับตาตัวเองมาล้วนๆ ผมค้นพบว่ามันก็เป็นไปตามที่ NLP เขาว่านั่นแหละ คือผู้คนโดยส่วนใหญ่มักทำงานของเขาด้วย "เหตุผล" และเหตุผลที่มันจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้คนต้องทำงานก็คือ "เงิน"
แน่นอน เราอยู่ในสังคมทุนนิยม อะไรๆ ก็ต้องใช้เงินไปหมด ชีวิตของเราต้องการเงินอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่มีเงินเราจะอยู่ได้อย่างไร ว่าแล้วก็ต้องหาทางให้ได้เงินมาไม่ว่าจะด้วยทางใดทางหนึ่ง
ว่าแล้วทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน เมื่อจะเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม เรื่องที่ว่า "เอ๊ะ จะได้เงินเท่าไหร่นะ" มันก็เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก
ทำไอ้โน่นแล้วได้เงินดีนะ ทำไอ้นู้นรายได้ดีนะ เห็นเขาทำกิจการนู้นนี้แล้วเงินดีมากเลยนะ บลาๆๆๆๆๆ
ซึ่ง NLP บอกว่ามันผิด!!!!!
เราทำเพราะอยากได้เงิน แต่ถ้างานมันมีอุปสรรค ถ้าเงินมันไม่ได้ตามที่ฝันไว้เราจะทำทำไปได้ซักกี่น้ำ? แล้วทำอะไรล่ะที่ไม่ต้องมีอุปสรรคแม้แต่นิดเดียว ถ้ามีผมก็ยินดีด้วย แต่ในความจริงผมว่ามันเป็นไปไม่ได้!!!!
ดังนั้น NLP จึงว่าเมื่อเราทำอะไรก็ตาม ถ้าจะให้ประสบความเสร็จเราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เรา "รัก"
คุณรักที่จะทำอะไร ทำอย่างไรล่ะ ก็ทำไปอย่างนั้นแหละ จงใช้สติและปัญญาของคุณทำสิ่งที่รักให้เป็นเงิน นั่นต่างหากที่เป็นสูตรสำเร็จของผู้คนที่สำเร็จไปแล้วจำนวนมากที่ NLP สังเกตเห็น
สำหรับ NLP ความรักเป็นเรื่องของความเชื่อ คือเป็นการที่เรายอมรับต่อสิ่งใดอย่างไม่มีเงื่อนไข มันทรงพลังมากเพราะมันอยู่เหนือเหตุผล ความรักทำให้ความยากลำบากกลายเป็นความท้าทาย ทำให้อุปสรรคกลายเป็นความตื่นเต้น ไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยยากหรือน่าเบื่อเลยเมื่อคุณต้องทำในสิ่งที่คุณรักซ้ำๆ
เมื่อคุณรักคุณไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล และเมื่อสิ่งที่คุณรักทำเงินให้คุณ ..... นั่นคือเคล็ดลับความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ครับ
แน่นอน เราอยู่ในสังคมทุนนิยม อะไรๆ ก็ต้องใช้เงินไปหมด ชีวิตของเราต้องการเงินอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่มีเงินเราจะอยู่ได้อย่างไร ว่าแล้วก็ต้องหาทางให้ได้เงินมาไม่ว่าจะด้วยทางใดทางหนึ่ง
ว่าแล้วทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน เมื่อจะเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม เรื่องที่ว่า "เอ๊ะ จะได้เงินเท่าไหร่นะ" มันก็เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก
ทำไอ้โน่นแล้วได้เงินดีนะ ทำไอ้นู้นรายได้ดีนะ เห็นเขาทำกิจการนู้นนี้แล้วเงินดีมากเลยนะ บลาๆๆๆๆๆ
ซึ่ง NLP บอกว่ามันผิด!!!!!
เราทำเพราะอยากได้เงิน แต่ถ้างานมันมีอุปสรรค ถ้าเงินมันไม่ได้ตามที่ฝันไว้เราจะทำทำไปได้ซักกี่น้ำ? แล้วทำอะไรล่ะที่ไม่ต้องมีอุปสรรคแม้แต่นิดเดียว ถ้ามีผมก็ยินดีด้วย แต่ในความจริงผมว่ามันเป็นไปไม่ได้!!!!
ดังนั้น NLP จึงว่าเมื่อเราทำอะไรก็ตาม ถ้าจะให้ประสบความเสร็จเราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เรา "รัก"
คุณรักที่จะทำอะไร ทำอย่างไรล่ะ ก็ทำไปอย่างนั้นแหละ จงใช้สติและปัญญาของคุณทำสิ่งที่รักให้เป็นเงิน นั่นต่างหากที่เป็นสูตรสำเร็จของผู้คนที่สำเร็จไปแล้วจำนวนมากที่ NLP สังเกตเห็น
สำหรับ NLP ความรักเป็นเรื่องของความเชื่อ คือเป็นการที่เรายอมรับต่อสิ่งใดอย่างไม่มีเงื่อนไข มันทรงพลังมากเพราะมันอยู่เหนือเหตุผล ความรักทำให้ความยากลำบากกลายเป็นความท้าทาย ทำให้อุปสรรคกลายเป็นความตื่นเต้น ไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยยากหรือน่าเบื่อเลยเมื่อคุณต้องทำในสิ่งที่คุณรักซ้ำๆ
เมื่อคุณรักคุณไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล และเมื่อสิ่งที่คุณรักทำเงินให้คุณ ..... นั่นคือเคล็ดลับความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ครับ
Keep Going
หลักการพื้นฐาน (Principle) ของ NLP ข้อหนึ่งกล่าวว่า
“ทุกพฤติกรรมล้วนแล้วมีเจตนาดี”
เพียงแต่เจตนาดีที่ว่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “ต่อตนเอง” ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
เช่นถ้าใครซักคนจะยิงปืนใส่อีกคน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาทำจะไม่เป็นเจตนาดีที่ตรงไหน แต่สำหรับส่วนตัวเขาเองนี่ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอเท่าที่เขาจะทำได้ในวินาทีนั้นในบริบทนั้น เช่นถ้าไม่เหนี่ยวไกยิงออกไปในวินาทีนั้นตัวของเขาเองก็อาจจะเป็นฝ่ายโดนยินเสียเองก็ได้
ดังนั้นเอ็นแอลพีจึงมองว่าเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก เราก็จะเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดต่อตัวเองในวินาทีนั้นในบริบทนั้นเสมอ เพียงแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในต่อมารวมถึงผลต่อเนื่องที่จะตามมามันจะเป็นอย่างไรมันก็เป็นอีกเรื่อง และผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราทำได้เพียงยอมรับมันเท่านั้นไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก
สรุปว่าชีวิตของเรา "เดินหน้าต่อไป" เท่านั้นครับ
“ทุกพฤติกรรมล้วนแล้วมีเจตนาดี”
เพียงแต่เจตนาดีที่ว่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “ต่อตนเอง” ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
เช่นถ้าใครซักคนจะยิงปืนใส่อีกคน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาทำจะไม่เป็นเจตนาดีที่ตรงไหน แต่สำหรับส่วนตัวเขาเองนี่ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอเท่าที่เขาจะทำได้ในวินาทีนั้นในบริบทนั้น เช่นถ้าไม่เหนี่ยวไกยิงออกไปในวินาทีนั้นตัวของเขาเองก็อาจจะเป็นฝ่ายโดนยินเสียเองก็ได้
ดังนั้นเอ็นแอลพีจึงมองว่าเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก เราก็จะเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดต่อตัวเองในวินาทีนั้นในบริบทนั้นเสมอ เพียงแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในต่อมารวมถึงผลต่อเนื่องที่จะตามมามันจะเป็นอย่างไรมันก็เป็นอีกเรื่อง และผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราทำได้เพียงยอมรับมันเท่านั้นไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก
สรุปว่าชีวิตของเรา "เดินหน้าต่อไป" เท่านั้นครับ
Free E-Book "Change Your Life with NLP"
โดย พูนศักดิ์ ธนพันธ์พาณิช
อ่านหรือดาวโหลดฟรีได้ที่
http://thaihypnosis.com/book/Change%20you%20life%20with%20NLP.pdf
หรือที่ http://thaihypnosis.com/ แล้วเลือกคลิกที่ Change Your Life with NLP
ขอความสุขและความสำเร็จจงมีแด่ทุกท่านครับ
อ่านหรือดาวโหลดฟรีได้ที่
http://thaihypnosis.com/book/Change%20you%20life%20with%20NLP.pdf
หรือที่ http://thaihypnosis.com/ แล้วเลือกคลิกที่ Change Your Life with NLP
ขอความสุขและความสำเร็จจงมีแด่ทุกท่านครับ
ความแตกต่าง
ถ้าเราเปรียบสมองว่าเป็นเหมือนกลไกผลิตความคิดจิตใจอันนำไปสู่พฤติกรรมต่างๆ ที่แต่ละคนแสดงออกมาไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่ละคนก็ย่อมมีกลไกที่แตกต่างกันออกไปอย่างไม่ต้องสงสัย ความแตกต่างนี้มันทำให้คุณก็คือคุณ ผมก็คือผม แต่ละคนเป็นในสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็น พวกเราแตกต่างกันอย่างแน่นอน
เหตุผลที่พวกเรามีกลไกที่แตต่างกันก็เพราะพวกเราผ่านประสบการณ์มาแตกต่างกัน ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นตัวต่อเติมกลไกให้กับพวกเรา ยิ่งผ่านประสบการณ์มากเท่าไหร่กลไกของเราก็ยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่เรากำลังกินอิ่มบางคนกำลังหิวโหย ในขณะที่เรากำลังนอนหลับอย่างสบายบางคนกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างแสนสาหัส พวกเราผ่านเรื่องราวที่แตกต่างกันดังนั้นพวกเราจึงต่างกัน
เมื่อมนุษย์เรามารวมกันเป็นสังคมใหญ่ มีคนเป็นแสนเป็นล้านมาอยู่รวมกัน มันย่อมเป็นไปได้ที่หลายคนจะมีกลไกอะไรบางอย่างหรือหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน แต่มันเป็นไม่ได้เลยที่ทุกคนจะมีกลกลไกที่เหมือนกันทั้งหมด
ในขณะที่กลไกมีความแตกต่างกัน แต่หลายคนกับคาดหวังให้ทุกคนมีกลไกเหมือนกัน อย่างน้อยก็ควรมีกลไกที่เหมือนหรือสอดคล้องไปกับชุดกลไกของฉัน เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเอากลไกของเราไปเป็นมาตรฐานวัดความถูกผิด เมื่อนั้นความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉันเชื่อแบบนี้ทำไมเธอจึงเชื่อไม่เหมือนฉัน ฉันทำแบบนี้ทำไมเธอไปทำแบบนั้น ฉันกินอิ่มทำไมเธอจึงมาคอยบ่นว่าหิว
เราขัดแย้งกันแน่นอนเมื่อกลไกของใครคนหนึ่งกำลังไปรุกล้ำกลไกของอีกคนหนึ่ง
การทำให้ทุกคนใช้ชุดกลไกเดียวกันมันไม่มีทางเป็นไปได้
แต่สิ่งที่เราทำได้จริงๆ คือการยอมรับซึ่งความแตกต่างกัน
เหตุผลที่พวกเรามีกลไกที่แตต่างกันก็เพราะพวกเราผ่านประสบการณ์มาแตกต่างกัน ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นตัวต่อเติมกลไกให้กับพวกเรา ยิ่งผ่านประสบการณ์มากเท่าไหร่กลไกของเราก็ยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่เรากำลังกินอิ่มบางคนกำลังหิวโหย ในขณะที่เรากำลังนอนหลับอย่างสบายบางคนกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างแสนสาหัส พวกเราผ่านเรื่องราวที่แตกต่างกันดังนั้นพวกเราจึงต่างกัน
เมื่อมนุษย์เรามารวมกันเป็นสังคมใหญ่ มีคนเป็นแสนเป็นล้านมาอยู่รวมกัน มันย่อมเป็นไปได้ที่หลายคนจะมีกลไกอะไรบางอย่างหรือหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน แต่มันเป็นไม่ได้เลยที่ทุกคนจะมีกลกลไกที่เหมือนกันทั้งหมด
ในขณะที่กลไกมีความแตกต่างกัน แต่หลายคนกับคาดหวังให้ทุกคนมีกลไกเหมือนกัน อย่างน้อยก็ควรมีกลไกที่เหมือนหรือสอดคล้องไปกับชุดกลไกของฉัน เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเอากลไกของเราไปเป็นมาตรฐานวัดความถูกผิด เมื่อนั้นความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉันเชื่อแบบนี้ทำไมเธอจึงเชื่อไม่เหมือนฉัน ฉันทำแบบนี้ทำไมเธอไปทำแบบนั้น ฉันกินอิ่มทำไมเธอจึงมาคอยบ่นว่าหิว
เราขัดแย้งกันแน่นอนเมื่อกลไกของใครคนหนึ่งกำลังไปรุกล้ำกลไกของอีกคนหนึ่ง
การทำให้ทุกคนใช้ชุดกลไกเดียวกันมันไม่มีทางเป็นไปได้
แต่สิ่งที่เราทำได้จริงๆ คือการยอมรับซึ่งความแตกต่างกัน
วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556
Mirror
ระบบประสาทของคนเรามีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่ออารมณ์ในลักษณะของการเข้าร่วมได้ง่ายกว่าการรับรู้อื่นๆ
เช่นหากเรากำลังมองเห็นคนร้องให้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วยก็ตาม แต่ก็จะมีแนวโน้มสูงที่เราจะค่อยๆ รู้สึกหดหู่และเศร้าตามไปด้วย
หรือการที่กำลังมองเห็นคนกำลังทะเลาะด่าทอกันด้วยความรุนแรง ก็มีแนวโน้มที่เราจะรู้สึกตื่นเต้น หงุดหงิด เกิดอารมณ์รุนแรงเพิ่มสูงตามไปด้วยขึ้นแม้ว่าเราจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการทะเลาะเบาะแว้งนั้นก็ตาม
กลไกในธรรมชาตินี้เรียกว่ามิลเลอร์นิวรอน(ระบบประสาทกระจกเงา) มันเกิดขึ้นในสมองและระบบประสาทของทุกคน เพียงแต่จะมีปริมาณมากน้อยขนาดใหนก็เท่านั้น นั่นหมายความว่าการแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเราเองย่อมมีส่วนชี้นำอารมณ์ของคนที่อยู่รอบตัวเราด้วยอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
คุณต้องการให้ผู้คนรอบตัวเป็นอย่างไร? มีอารมณ์อย่างไร?
คุณต้องเริ่มต้นจากตัวของคุณเองครับ!
วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556
Confidence
หลักสำคัญประการหนึ่งที่นักสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapist) ทั่วโลกส่วนมากมักจะเห็นพ้องต้องกันก็คือ
“การบำบัดไม่ควรที่จะทำเกินหนึ่งหัวข้อในเวลาเดียวกัน” เช่น
หากต้องการจะบำบัดเรื่องเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า ลดน้ำหนัก เพิ่มศักยภาพการกีฬา
หรือแม้กระทั่งบำบัดอาการกลัวอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Phobia) ก็ควรที่จะทำทีละเรื่อง
ๆ ไป ด้วยเหตุผลที่ว่าสมองของมนุษย์เรานั้นสามารถเรียนได้ดีที่สุดเพียงครั้งละหนึ่งเรื่องเท่านั้น
ลองนึกถึงว่ามันจะยุ่งยากขนาดไหนถ้าเราพยามเรียนวิชาเลขไปพร้อมๆ
กับวิชาภาษาอังกฤษ?
แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนไม่มีสิ่งใดตายตัวหรอกครับ
ข้อยกเว้นในกรณีนี้ก็คือ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตามที
ผู้บำบัดสามารถเพิ่มเติมในส่วนของเรื่อง “ความมั่นใจ” (Self Confident) ในตัวเองให้กับผู้เข้ารับการบำบัดได้
ตลอดระยะเวลาการทำงานด้านสะกดจิตบำบัดมาร่วม 5 ปี ผู้บำบัดยังไม่เคยเจอใครที่ไม่ต้องการให้ผู้บำบัดเพิ่มเติมในส่วนของความมั่นใจในตนเองเลยสักคน
ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นระดับ CEO ขององค์กรระดับสูง
หรือแม้กระทั่งนักเรียนมัธยมก็ตามที
คนทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความมั่นใจในตนเองเพิ่มมากขึ้นทั้งนั้น
ความมั่นใจเป็นดุจดั่งพรวิเศษที่จะช่วยให้คน ๆ
นึงสามารถก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องเจอในแต่ละวันได้อย่างยอดเยี่ยม
มีแต่คนที่มีความมั่นเท่านั้นจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ
ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างไม่ย่อท้อ ในทางตรงกันข้ามการขาดซึ่งความมั่นใจก็เปรียบเสมือนกับกำแพงหนามสูงท่วมหัวที่ขวางเราไม่ให้สามารถก้าวข้ามไปสู่การประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา
เพื่อที่จะให้เราสามารถที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ ยิ้มได้อย่างมั่นใจ ต่อรองได้อย่างมั่นใจ
พรีเซนต์งานได้อย่างมั่นใจ แม้กระทั่งจีบสาวได้อย่างมั่นใจนั้น
ความมั่นใจมันจำเป็นที่จะต้องออกมาจากภายในส่วนลึกของจิตใจเสียก่อน
แหล่งผลิตความมั่นใจนั้นก็คือการทำงานของสมองในส่วนที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก
(Subconscious)
จะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้จิตใต้สำนึกเรียนรู้ที่จะผลิตการตอบสนองที่เรียกว่าความมั่นใจขึ้นมาได้
นั่นคือสิ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองยอดอย่างเยี่ยมมากที่สุด
และการสะกดจิตบำบัดก็เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมตัวนึงที่จะสามารถมอบสิ่งนี้ให้กับคุณได้ดังที่คุณต้องการ
วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
นิวรอน
ในหัวสมองของเรามีสารสื่อประสาท หรือนิวรอนอยู่นับล้านๆเซล แต่ละนิวรอนบรรจุไปด้วยข้อมูลต่ างๆ ที่จะประกอบขึ้นเป็นจิตใจของเรา เราถ่ายทอดสิ่งที่บรรจุในนิวรอน เหล่านี้ออกมาสู่โลกภายนอกด้วย "ภาษา" ที่พวกเราใช้ในการสื่อสาร
หลักการง่ายๆ ของนิวรอนเหล่านี้ก็คือ ยิ่งเราใช้นิวรอนตัวใดบ่อยๆ นิวรอนตัวนั้นก็จะเจริญเติบโตขึ ้นเรื่อยๆ ยิ่งโตมากมันก็ยิ่งทำงานได้อย่า งเร็วและมีอำนาจ แล้วถ้ามันโตมากเพียงพอมันก็อาจ จะไปเกาะเกี่ยวโครงข่ายเข้ากับนิวรอนอื ่นๆ ทำให้นิวรอนตัวนี้ส่งอิธิพลไปยั งนิวรอนอื่นที่อยู่ข้างเคียงด้ว ย ในทางตรงกันข้าม นิวรอนที่ไม่ได้ใช้งานก็จะเสื่อ มสลายไปเองตามธรรมชาติ บ่อยครั้งที่สมองของเราจะย่อยสล ายนิวรอนที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างเ พื่อให้สมองของเรามีพื้นที่เพีย งพอเหลือเฟือต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งนิวรอนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานน ี่แหละจะเป็นพวกแรกที่โดนย่อย
นิวรอนจะเจริญเติบโตได้อย่างไร?
ก็เมื่อเราใช้มันโดยผ่านทางความ คิด คำพูด รวมไปถึงการกระทำ
นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเราจึงต้อง หมั่นคิด พูด และทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ สิ่งที่เราต้องการให้มันมีความเ จริญก้าวหน้า
หัวใจสำคัญคือเราต้องฉลาดที่จะเ พาะเลี้ยงนิวรอนบางตัวให้โต และทำให้นิวรอนไร้ประโยชน์บางตั วหมดความสำคัญลงไป
เพราะตัวตนของเราประกอบขึ้นด้วย นิวรอนครับ
หลักการง่ายๆ ของนิวรอนเหล่านี้ก็คือ ยิ่งเราใช้นิวรอนตัวใดบ่อยๆ นิวรอนตัวนั้นก็จะเจริญเติบโตขึ
นิวรอนจะเจริญเติบโตได้อย่างไร?
ก็เมื่อเราใช้มันโดยผ่านทางความ
นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเราจึงต้อง
หัวใจสำคัญคือเราต้องฉลาดที่จะเ
เพราะตัวตนของเราประกอบขึ้นด้วย
อิธิพลของการรับรู้
มีการทดลองประหลาดๆอันหนึ่งเกิด ขึ้น คือเขาแบ่งผู้รับการทดลองเป็นสอ งกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มเหมือนกันคือให้เล่ นเกมเรียงคำ (มีไพ่เป็นใบๆ มีคำต่างๆ ในไพ่แล้วให้เรียงคำเหล่านี้ให้ เป็นประโยค) ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้ก ็คือ ไพ่กลุ่มแรกมีคำไปในทำนองว่า "แก่ เชื่องช้า หย่อนยาน บลาๆๆ" ในขณะที่กลุ่มหลังเป็นคำในทำนอง ว่า "หนุ่มสาว รวดเร็ว แคล่วคล่อง ว่องใว บลาๆๆๆ"
เมื่อการเล่นเกมจบลง คนทั้งสองกลุ่มก็ถูกร้องขอให้กลับไป โดยให้เดินไปที่ลิฟท์ที่อยู่ใกล ออกไป
ผลประกฏว่า ..... ค่าสถิตโดยรวมแล้วคนในกลุ่มแรกใ ช้เวลาในการเดินทางไปถึงลิฟท์กว ่ากลุ่มที่สองอย่างเห็นได้ชัด ความเร็วในการเดินทางของคนกลุ่ม แรกโดยรวมแล้วต่ำลงอย่างชัดเจนใ นขณะที่ความเร็วของคนกลุ่มหลังก ลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเช่น กัน
นี่คืออธิพลโดยตรงของการสื่อสาร ที่มีต่อพวกเราไม่ว่าเราจะรู้ตั วหรือไม่ก็ตาม เมื่อเรารับรู้ทันใดนั้นนิวรอนม ันจะเกิดขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลที่ รับรู้นั้นเอาไว้ และยิ่งเราเรียนรู้มันซ้ำๆใช้งา นมันซ้ำๆ นิวรอนตัวนั้นก็ยิ่งเะจริญเติบโ ตและส่งอธิพลต่อชีวิตของเราโดยอ ัตโนมัติ
เพราะตัวตนของเราทุกคนประกอบขึ้ นด้วยนิวรอนนับล้านๆเซลครับ
เมื่อการเล่นเกมจบลง คนทั้งสองกลุ่มก็ถูกร้องขอให้กลับไป โดยให้เดินไปที่ลิฟท์ที่อยู่ใกล
ผลประกฏว่า ..... ค่าสถิตโดยรวมแล้วคนในกลุ่มแรกใ
นี่คืออธิพลโดยตรงของการสื่อสาร
เพราะตัวตนของเราทุกคนประกอบขึ้
8 Success
จากการวิจัยของนัก NLP พวกเขาพบว่าโดยสถิตแล้ว ผู้สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มักจะมีองค์ประกอบชีวิตบางประการที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน 8 ข้อดังต่อไปนี้
1. มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน
2. นึกถึงความทุกข์หรือความผิดพลาดในอดีตน้อยกว่าคนทั่วไป
3. เมื่อเผชิญเหตุการณ์ร้าย พวกเขาถนัดที่จะมองมันให้เป็นด้านบวกมากกว่าคนทั่วไป
4. หลายคนมีอุปนิสัยจดบันทึกเรื่องตัวเอง หรือเขียนเป้าหมายตัวเองออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
5. มักจะวางเป้าหมายความสำเร็จสอดคล้องกับอาชีพ การศึกษา ครอบครัว หรือท้องถิ่นที่อาศัย
6. แข่งขันกับตนเอง หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น
7. มีแนวโน้มที่จะแสวงหาความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน
8. รู้คุณค่าของตนเอง
1. มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน
2. นึกถึงความทุกข์หรือความผิดพลาดในอดีตน้อยกว่าคนทั่วไป
3. เมื่อเผชิญเหตุการณ์ร้าย พวกเขาถนัดที่จะมองมันให้เป็นด้านบวกมากกว่าคนทั่วไป
4. หลายคนมีอุปนิสัยจดบันทึกเรื่องตัวเอง หรือเขียนเป้าหมายตัวเองออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
5. มักจะวางเป้าหมายความสำเร็จสอดคล้องกับอาชีพ การศึกษา ครอบครัว หรือท้องถิ่นที่อาศัย
6. แข่งขันกับตนเอง หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น
7. มีแนวโน้มที่จะแสวงหาความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน
8. รู้คุณค่าของตนเอง
น้ำหนักของถ้อยคำ
หากคุณเรียก .... "ยาม" ว่า "Security Guard"
หากคุณเรียก .... "แอร์-สจ๊วรต" ว่า "Flight Attendance"
หากคุณเรียก .... "หมอโรคจิต" ว่า "จิตแพทย์"
หากคุณเรียก .... "หมอหมา" ว่า "สัตวแพทย์"
บางทีผู้ฟังจะมีความสุขมากขึ้น จะรู้สึกดีมากขึ้น และมีการตอบสนองที่ดีมากขึ้น
NLP เรียกความแตกต่างระหว่างถ้อยคำท ี่มีความมหายเหมือนกันเหล่านี้ว ่าว่า "น้ำหนักของคำ"
คือความหมายถึงแม้ว่าจะเป็นอย่า งเดียวกันก็ตาม แต่กลับมีน้ำหนักหรือให้การตอบส นองจากผู้รับที่แตกต่างกัน และระบบประสาทของคนเรานั้นพร้อม ที่จะรับฟังรู้ที่ทำให้ตัวเองรู ้สึกพึงพอใจอยู่แล้ว
ถ้ารู้จักเลือกใช้ให้ถูกจังหวะ คุณก็จะได้เปรียบในการสื่อสารขอ งคุณ
เช่น ....ถ้าในร้านอาหารที่วุ่นวาย คุณพยามเรียกพนักงานเสริฟว่า "น้องๆๆ" อยู่หลายรอบก็ยังไม่ได้รับการตอ บสนอง แต่พอคุณเรียกว่า "คนสวย" การตอบสนองก็อาจจะเกิดขึ้นได้โด ยฉับพลันทันที
ทำไม? มันเกิดอะไรขึ้่น? .... คือมันอย่างนี้ครับ
ในระบบประสาทส่วนลึก ใครๆ ก็อยากเป็นคนสวย(คนหล่อ)ด้วยกัน ทั้งนั้น (โดยปรกติแล้ว) มนุษย์เรามีสัญชาติญาณระดับจิตใ ต้สำนึกในเรื่องนี้อยู่ทุกคน
ดังนั้นพอมีเสียงเรียกว่าคนสวย คำถามก็คือใครล่ะคือคนสวย? เพื่อการนี้จิตใต้สำนึกมันก็เลย ตะโกนขึ้นว่า "ฉันเอง!!!" ถ้าเมินเฉยต่อคำนี้แล้วล่ะก็ .... นี่มันก็เป็นการใจร้ายต่อตัวเอง ไปซักหน่อย จิตใต้สำนึกมันไม่ยอมหรอก
... ดังนั้นเพื่อให้เกิดการยอมรับต่ อคำนามนี้อย่างเต็มที่ยิ่ง ... การตอบสนองที่ดีจึงเป็นเรื่องที ่เกิดขึ้นตามมาเพื่อยืนยันว่า "นั่นแหละฉันเอง"
หากคุณเรียก .... "แอร์-สจ๊วรต" ว่า "Flight Attendance"
หากคุณเรียก .... "หมอโรคจิต" ว่า "จิตแพทย์"
หากคุณเรียก .... "หมอหมา" ว่า "สัตวแพทย์"
บางทีผู้ฟังจะมีความสุขมากขึ้น จะรู้สึกดีมากขึ้น และมีการตอบสนองที่ดีมากขึ้น
NLP เรียกความแตกต่างระหว่างถ้อยคำท
คือความหมายถึงแม้ว่าจะเป็นอย่า
ถ้ารู้จักเลือกใช้ให้ถูกจังหวะ คุณก็จะได้เปรียบในการสื่อสารขอ
เช่น ....ถ้าในร้านอาหารที่วุ่นวาย คุณพยามเรียกพนักงานเสริฟว่า "น้องๆๆ" อยู่หลายรอบก็ยังไม่ได้รับการตอ
ทำไม? มันเกิดอะไรขึ้่น? .... คือมันอย่างนี้ครับ
ในระบบประสาทส่วนลึก ใครๆ ก็อยากเป็นคนสวย(คนหล่อ)ด้วยกัน
ดังนั้นพอมีเสียงเรียกว่าคนสวย คำถามก็คือใครล่ะคือคนสวย? เพื่อการนี้จิตใต้สำนึกมันก็เลย
... ดังนั้นเพื่อให้เกิดการยอมรับต่
วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556
Comfort Zone
ธรรมชาติออกแบบสมองและระบบประสาทของเราให้มีความสามารถในการอยู่รอด
การทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตสามารถอยู่รอดต่อไปได้คือเป้าหมายพื้นฐานที่สำคัญที่สุด
เพื่อการนี้ระบบประสาทของเราจึงสร้างกลไกที่เรียกว่า Comfort Zone
ขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเรา
Comfort Zone คืออะไร?
มันเป็นภาพจำลองของพื้นปลอดภัยที่จิตใจของเราสร้างขึ้นมา
ในพื้นที่ Comfort Zone นี้เราจะรู้สึกว่ามันปลอดภัยหรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่ามันดีอยู่แล้วสมควรที่จะดำเนินอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ
หลักการง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า
มนุษย์เรานั้นไม่มีความสามารถสามารถในการที่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรกับเราบ้างในอนาคต
เช่นถ้าเราย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเราหรือถ้าถ้าเราทำในสิ่งใหม่อะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา
ดังนั้นเพื่อให้มันจะปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้
สมองและระบบประสาทของเราจึงเลือกหนทางที่มันคิดว่าดีที่สุดและง่ายที่สุดขึ้นมา
นั่นก็คือ “การไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย” ถ้าเราไม่ย้ายหรือไม่ทำอะไรที่มันแปลกใหม่
เราอยู่ที่เดิมทำอะไรแบบเดิมๆ ปล่อยให้ทุกสิ่งมันดำเนินไปเหมือนกับที่มันเคยดำเนินไปได้ในทุกๆ
วัน ผลลัพธ์มันก็ย่อมจะเหมือนเดิม การเหมือนเดิมอย่างกับทุกวันที่ผ่านมานี้เป็นเครื่องการันตีอย่างชัดเจนว่าฉันยังปลอดภัยดี
ฉันยังปรกติดี หรืออย่างน้อยฉันก็ยังคงมีชีวิตต่อไปได้เหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา
เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตของเราอยู่จะใน
Comfort Zone ที่ (มันคิดว่า) ปลอดภัย
ระบบประสาทของเราจึงสร้างเครื่องมือป้องกันไม่ให้เราใช้ชีวิตก้าวล่วงออกจากพื้นที่
Comfort Zone นี้เหมือนกับการที่เราล้อมคอกขังวัวควายเอาไว้ เพื่อไม่ให้หนีหายไปที่ไหน
เครื่องมือที่ว่านี้ก็เช่น
“ความรู้สึกว่าฉันกลัว”
“ความรู้สึกว่าฉันสำเร็จสมบูรณ์ดีแล้ว”
“ความเพ้อฝันถึงอนาคตที่แสนหวานของฉัน”
“ความรู้สึกว่าฉันผิดหรือฉันต้องการไถ่ถอนความผิด”
“ความรู้สึกว่าฉันเหนื่อยแล้ว พอแล้ว”
“ความรู้สึกว่าฉันไม่สามารถ หรือฉันไม่มีวัน”
“ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นมันเป็นไปไม่ได้”
“ความรู้สึกว่าใครๆ เขาจะไม่ยอมรับหรือจะไม่ชอบ”
ความจริงยังมีรูปแบบเครื่องมือของ Comfort
Zone
อีกเป็นจำนวนมาก แต่ที่กล่าวมานี้คือเครื่องมือหลักๆ ที่เรามักจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆ
ความจริงความรู้สึก (ที่เราเปรียบว่ามันเป็นเครื่องมือ)
เหล่านี้มันถูกระบบประสาทของเราสร่างขึ้นมาเพื่อพยามปกป้องตัวมันเองให้อยู่รอดปลอดภัย
ซึ่งมันก็เคยใช้ได้ผลดีเมื่อตอนที่พวกเรายังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในป่าเป็นฝูงๆ
เหมือนอย่างเมื่อหลายหมื่นหลายแสนปีก่อน เราไม่อยากย้ายถิ่นฐาน
เราไม่อยากออกไปหาอาหารในที่เราไม่เคยไป เราไม่อยากเสี่ยงทำอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน
ทุกอย่างก็เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
มันเคยเป็นระบบที่ยอดเยี่ยม
แต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้
ทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
สภาพสังคมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ความสลับซับซ้อนทางสังคมและความต้องการ ปัจจัยในการดำรงชีพของมนุษย์สูงมากขึ้น
ละเอียดอ่อนมากขึ้น และสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จาก Comfort Zone
ที่เคยทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้เราได้รับกับอันตรายทุกวันนี้มันกลายสภาพเป็นคอกปิดกั้นความสำเร็จของเราไปเสียแล้ว
หลายคนมีชีวิตย่ำอยู่กับที่ปล่อยให้หลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตและผ่านอกไปอย่างว่างเปล่า
เราปล่อยให้ Comfort Zone ปิดกั้นตัวเราเอาไว้ด้วยความรู้สึกกลัว ไม่กล้า
ไม่มั่นใจ
และอีกอะไรอีกมามายหลายอย่างซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยฉุดรั้งชีวิตของเราให้ย่ำอยู่กับที่
ทุกวันนี้เราไม่พอใจเพียงแค่การหาอาหารในเขตหรือถิ่นอาศัยของตัวเอง
แต่ชีวิตของเราต้องการเดินไปข้างหน้า เดินไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ
ไม่ใช่แค่เราเดินอยู่คนเดียว บ่อยครั้งมันเป็นการแข่งขันกัน
ใครล่ะจะเป็นคนที่ไปถึงและคว้าเอาเป้าหมายนั้นมาไว้ในมือได้ก่อนคนอื่น เมื่อติดอยู่ในคอกกั้น
และเราไม่สามารถก้าวพ้นคอกกั้นนี้ออกไป การเดินทางไปจนถึงเป้าหมายอันเป็นความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
การแข่งขั้นกันเพื่อไปให้ถึงก่อนก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เป็นเช่นกัน
เมื่อเราต้องการความสำเร็จ
ต้องการชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมชีวิตที่ดีกว่าที่เคยเป็นอยู่
เรามีความจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เกิดขึ้น การมีชีวิต
“เหมือนเดิม” อาศัยอยู่ใน Comfort Zone ที่แสนสบายไม่อาจทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้เลย
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องฝึกออกจาก Comfort Zone
ที่ขังชีวิตของเราเอาไว้
เราจะออกจาก Comfort Zone ได้อย่างไร?
คำตอบของมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการ “ฝึก"
เราต้องฝึกที่จะทำบางสิ่งที่ท้าทาย ไปให้ถึงจุดที่คิดว่ามันเป็นขีดจำกัดของเราแล้วข้ามพ้นมันไปให้ได้
ฝึกที่เอาชนะขีดจำกัดของตัวออกไปเรื่อยๆ ฝึกต่อสู้กับตัวเอง
(บางครั้งอาจจะต้องฝึกสู้กับคนอื่น) เรียนรู้ที่จะเอาชนะตัวเอง ทำลายสถิติของตัวเอง
ขยายพื้นที่ภายในจิตใจของเราออกไปไปเรื่อยๆ
ประสบการณ์เล็กๆ แต่ทรงพลังที่แสนยอดเยี่ยมนี้จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



