วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

The Sub-Modality Control

ถ้าการนึกถึงเสียงตะคอกที่ฝังใจมาในวัยเด็กจะทำให้รู้สึกหวาดกลัวและหดหู่ใจอย่างที่สุด หรือภาพประสบการณ์ความผิดพลาดในอดีตบางอย่างก็สร้างรู้สึกที่เรียกว่าจิตตกได้ไม่น้อย 

ที่สำคัญคือถึงแม้เราจะไม่ได้อยากนึกถึงมันเลยแม้แต่น้อยแต่บ่อยครั้งที่มันก็ผุดขึ้นมาเองอย่างไร้การควบคุม 

การเปลี่ยนประสบการณ์นั้นให้กลายเป็นหนังเงียบ ภาพเหตุการณ์หดเล็กลงจนเหลือเท่าภาพในแสตมป์ หรือไม่ก็ขยำภาพเหตุการณ์แย่ๆ เหล่านั้นปาลงถังขยะเสียเลยสามารถช่วยทำให้ความรู้สึกหวาดกลัวและหดหู่ใจหายไปได้อย่างน่าประหลาดใจ

หรือถ้าเปลี่ยนเสียงตะคอกให้กลายเป็นเสียงโดนัลด์ดั๊กมันเสียเลยคุณก็อาจจะรู้สึกขบขันแทนไปเลยก็ได้

และถ้าเราทำอย่างนี้บ่อยมากพอจนกระทั่งระบบประสาทของเราเกิดความเคยชินแล้วล่ะก็ ประสบการณ์แย่ๆ เหล่านี้ก็จะไม่สามารถกลับมารบกวนชีวิตของเราได้อีกต่อไป เพราะเราได้สอนระบบประสาทให้รู้แล้วว่าควรจะตอบโต้ต่อ Resource แย่ๆ อย่างนี้แบบไหนดี






Working

ทำไมงานที่ฉันทำอยู่จึงไม่ประสบความสำเร็จเสียที(วะ) ..... อันนี้ว่ากันตามประสบการณ์ที่เห็นกับตาตัวเองมาล้วนๆ ผมค้นพบว่ามันก็เป็นไปตามที่ NLP เขาว่านั่นแหละ คือผู้คนโดยส่วนใหญ่มักทำงานของเขาด้วย "เหตุผล" และเหตุผลที่มันจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้คนต้องทำงานก็คือ "เงิน"

แน่นอน เราอยู่ในสังคมทุนนิยม อะไรๆ ก็ต้องใช้เงินไปหมด ชีวิตของเราต้องการเงินอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าไม่มีเงินเราจะอยู่ได้อย่างไร ว่าแล้วก็ต้องหาทางให้ได้เงินมาไม่ว่าจะด้วยทางใดทางหนึ่ง

ว่าแล้วทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน เมื่อจะเริ่มลงมือทำอะไรก็ตาม เรื่องที่ว่า "เอ๊ะ จะได้เงินเท่าไหร่นะ" มันก็เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก

ทำไอ้โน่นแล้วได้เงินดีนะ ทำไอ้นู้นรายได้ดีนะ เห็นเขาทำกิจการนู้นนี้แล้วเงินดีมากเลยนะ บลาๆๆๆๆๆ

ซึ่ง NLP บอกว่ามันผิด!!!!!

เราทำเพราะอยากได้เงิน แต่ถ้างานมันมีอุปสรรค ถ้าเงินมันไม่ได้ตามที่ฝันไว้เราจะทำทำไปได้ซักกี่น้ำ? แล้วทำอะไรล่ะที่ไม่ต้องมีอุปสรรคแม้แต่นิดเดียว ถ้ามีผมก็ยินดีด้วย แต่ในความจริงผมว่ามันเป็นไปไม่ได้!!!!

ดังนั้น NLP จึงว่าเมื่อเราทำอะไรก็ตาม ถ้าจะให้ประสบความเสร็จเราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เรา "รัก"

คุณรักที่จะทำอะไร ทำอย่างไรล่ะ ก็ทำไปอย่างนั้นแหละ จงใช้สติและปัญญาของคุณทำสิ่งที่รักให้เป็นเงิน นั่นต่างหากที่เป็นสูตรสำเร็จของผู้คนที่สำเร็จไปแล้วจำนวนมากที่ NLP สังเกตเห็น

สำหรับ NLP ความรักเป็นเรื่องของความเชื่อ คือเป็นการที่เรายอมรับต่อสิ่งใดอย่างไม่มีเงื่อนไข มันทรงพลังมากเพราะมันอยู่เหนือเหตุผล ความรักทำให้ความยากลำบากกลายเป็นความท้าทาย ทำให้อุปสรรคกลายเป็นความตื่นเต้น ไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยยากหรือน่าเบื่อเลยเมื่อคุณต้องทำในสิ่งที่คุณรักซ้ำๆ

เมื่อคุณรักคุณไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล และเมื่อสิ่งที่คุณรักทำเงินให้คุณ ..... นั่นคือเคล็ดลับความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ครับ





Keep Going

หลักการพื้นฐาน (Principle) ของ NLP ข้อหนึ่งกล่าวว่า 

“ทุกพฤติกรรมล้วนแล้วมีเจตนาดี” 

เพียงแต่เจตนาดีที่ว่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “ต่อตนเอง” ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

เช่นถ้าใครซักคนจะยิงปืนใส่อีกคน ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาทำจะไม่เป็นเจตนาดีที่ตรงไหน แต่สำหรับส่วนตัวเขาเองนี่ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอเท่าที่เขาจะทำได้ในวินาทีนั้นในบริบทนั้น เช่นถ้าไม่เหนี่ยวไกยิงออกไปในวินาทีนั้นตัวของเขาเองก็อาจจะเป็นฝ่ายโดนยินเสียเองก็ได้

ดังนั้นเอ็นแอลพีจึงมองว่าเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก เราก็จะเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดต่อตัวเองในวินาทีนั้นในบริบทนั้นเสมอ เพียงแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในต่อมารวมถึงผลต่อเนื่องที่จะตามมามันจะเป็นอย่างไรมันก็เป็นอีกเรื่อง และผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเราทำได้เพียงยอมรับมันเท่านั้นไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก

สรุปว่าชีวิตของเรา "เดินหน้าต่อไป" เท่านั้นครับ






Free E-Book "Change Your Life with NLP"

โดย พูนศักดิ์ ธนพันธ์พาณิช

อ่านหรือดาวโหลดฟรีได้ที่

http://thaihypnosis.com/book/Change%20you%20life%20with%20NLP.pdf

หรือที่ http://thaihypnosis.com/ แล้วเลือกคลิกที่ Change Your Life with NLP

ขอความสุขและความสำเร็จจงมีแด่ทุกท่านครับ 








ความแตกต่าง

ถ้าเราเปรียบสมองว่าเป็นเหมือนกลไกผลิตความคิดจิตใจอันนำไปสู่พฤติกรรมต่างๆ ที่แต่ละคนแสดงออกมาไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่ละคนก็ย่อมมีกลไกที่แตกต่างกันออกไปอย่างไม่ต้องสงสัย ความแตกต่างนี้มันทำให้คุณก็คือคุณ ผมก็คือผม แต่ละคนเป็นในสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็น พวกเราแตกต่างกันอย่างแน่นอน

เหตุผลที่พวกเรามีกลไกที่แตต่างกันก็เพราะพวกเราผ่านประสบการณ์มาแตกต่างกัน ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นตัวต่อเติมกลไกให้กับพวกเรา ยิ่งผ่านประสบการณ์มากเท่าไหร่กลไกของเราก็ยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่เรากำลังกินอิ่มบางคนกำลังหิวโหย ในขณะที่เรากำลังนอนหลับอย่างสบายบางคนกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างแสนสาหัส พวกเราผ่านเรื่องราวที่แตกต่างกันดังนั้นพวกเราจึงต่างกัน

เมื่อมนุษย์เรามารวมกันเป็นสังคมใหญ่ มีคนเป็นแสนเป็นล้านมาอยู่รวมกัน มันย่อมเป็นไปได้ที่หลายคนจะมีกลไกอะไรบางอย่างหรือหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน แต่มันเป็นไม่ได้เลยที่ทุกคนจะมีกลกลไกที่เหมือนกันทั้งหมด

ในขณะที่กลไกมีความแตกต่างกัน แต่หลายคนกับคาดหวังให้ทุกคนมีกลไกเหมือนกัน อย่างน้อยก็ควรมีกลไกที่เหมือนหรือสอดคล้องไปกับชุดกลไกของฉัน เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเอากลไกของเราไปเป็นมาตรฐานวัดความถูกผิด เมื่อนั้นความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย

ฉันเชื่อแบบนี้ทำไมเธอจึงเชื่อไม่เหมือนฉัน ฉันทำแบบนี้ทำไมเธอไปทำแบบนั้น ฉันกินอิ่มทำไมเธอจึงมาคอยบ่นว่าหิว

เราขัดแย้งกันแน่นอนเมื่อกลไกของใครคนหนึ่งกำลังไปรุกล้ำกลไกของอีกคนหนึ่ง

การทำให้ทุกคนใช้ชุดกลไกเดียวกันมันไม่มีทางเป็นไปได้

แต่สิ่งที่เราทำได้จริงๆ คือการยอมรับซึ่งความแตกต่างกัน



วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Mirror


ระบบประสาทของคนเรามีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่ออารมณ์ในลักษณะของการเข้าร่วมได้ง่ายกว่าการรับรู้อื่นๆ

เช่นหากเรากำลังมองเห็นคนร้องให้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาด้วยก็ตาม แต่ก็จะมีแนวโน้มสูงที่เราจะค่อยๆ รู้สึกหดหู่และเศร้าตามไปด้วย

หรือการที่กำลังมองเห็นคนกำลังทะเลาะด่าทอกันด้วยความรุนแรง ก็มีแนวโน้มที่เราจะรู้สึกตื่นเต้น หงุดหงิด เกิดอารมณ์รุนแรงเพิ่มสูงตามไปด้วยขึ้นแม้ว่าเราจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการทะเลาะเบาะแว้งนั้นก็ตาม

กลไกในธรรมชาตินี้เรียกว่ามิลเลอร์นิวรอน(ระบบประสาทกระจกเงา) มันเกิดขึ้นในสมองและระบบประสาทของทุกคน เพียงแต่จะมีปริมาณมากน้อยขนาดใหนก็เท่านั้น นั่นหมายความว่าการแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเราเองย่อมมีส่วนชี้นำอารมณ์ของคนที่อยู่รอบตัวเราด้วยอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

คุณต้องการให้ผู้คนรอบตัวเป็นอย่างไร? มีอารมณ์อย่างไร?

คุณต้องเริ่มต้นจากตัวของคุณเองครับ!




วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Confidence

หลักสำคัญประการหนึ่งที่นักสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapist) ทั่วโลกส่วนมากมักจะเห็นพ้องต้องกันก็คือ “การบำบัดไม่ควรที่จะทำเกินหนึ่งหัวข้อในเวลาเดียวกัน” เช่น หากต้องการจะบำบัดเรื่องเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า ลดน้ำหนัก เพิ่มศักยภาพการกีฬา หรือแม้กระทั่งบำบัดอาการกลัวอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Phobia) ก็ควรที่จะทำทีละเรื่อง ๆ ไป ด้วยเหตุผลที่ว่าสมองของมนุษย์เรานั้นสามารถเรียนได้ดีที่สุดเพียงครั้งละหนึ่งเรื่องเท่านั้น

ลองนึกถึงว่ามันจะยุ่งยากขนาดไหนถ้าเราพยามเรียนวิชาเลขไปพร้อมๆ กับวิชาภาษาอังกฤษ?

แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนไม่มีสิ่งใดตายตัวหรอกครับ

ข้อยกเว้นในกรณีนี้ก็คือ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตามที ผู้บำบัดสามารถเพิ่มเติมในส่วนของเรื่อง “ความมั่นใจ” (Self Confident) ในตัวเองให้กับผู้เข้ารับการบำบัดได้

ตลอดระยะเวลาการทำงานด้านสะกดจิตบำบัดมาร่วม 5 ปี ผู้บำบัดยังไม่เคยเจอใครที่ไม่ต้องการให้ผู้บำบัดเพิ่มเติมในส่วนของความมั่นใจในตนเองเลยสักคน ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นระดับ CEO ขององค์กรระดับสูง หรือแม้กระทั่งนักเรียนมัธยมก็ตามที คนทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความมั่นใจในตนเองเพิ่มมากขึ้นทั้งนั้น

ความมั่นใจเป็นดุจดั่งพรวิเศษที่จะช่วยให้คน ๆ นึงสามารถก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องเจอในแต่ละวันได้อย่างยอดเยี่ยม มีแต่คนที่มีความมั่นเท่านั้นจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างไม่ย่อท้อ ในทางตรงกันข้ามการขาดซึ่งความมั่นใจก็เปรียบเสมือนกับกำแพงหนามสูงท่วมหัวที่ขวางเราไม่ให้สามารถก้าวข้ามไปสู่การประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา เพื่อที่จะให้เราสามารถที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ ยิ้มได้อย่างมั่นใจ ต่อรองได้อย่างมั่นใจ พรีเซนต์งานได้อย่างมั่นใจ แม้กระทั่งจีบสาวได้อย่างมั่นใจนั้น ความมั่นใจมันจำเป็นที่จะต้องออกมาจากภายในส่วนลึกของจิตใจเสียก่อน

แหล่งผลิตความมั่นใจนั้นก็คือการทำงานของสมองในส่วนที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก (Subconscious)

จะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้จิตใต้สำนึกเรียนรู้ที่จะผลิตการตอบสนองที่เรียกว่าความมั่นใจขึ้นมาได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองยอดอย่างเยี่ยมมากที่สุด

จงจดจำไว้ว่า “ความมั่นใจเป็นบันไดก้าวแรกสู่ความสำเร็จ” 

และการสะกดจิตบำบัดก็เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมตัวนึงที่จะสามารถมอบสิ่งนี้ให้กับคุณได้ดังที่คุณต้องการ