วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตรุษจีน2556


ตรุษจีนปีงู 2556
" ขอทุกท่านร่ำรวยเงินทอง ประสบความสำเร็จ และสมหวังทุกประการ"

และที่สำคัญกว่านั้นคือ
"ขอให้เชื่อมั่นว่าตนจะได้รับผลแห่งคำอวยพรต่างๆ ที่ท่านได้รับในเทศการตรุษจีนนี้"






Believe


"ชีวิตคน จะจมจะลอยหรือจะไปได้ใกลแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับ "ความเชื่อ" ที่แต่ละคนมีอยู่ภายในตัวว่าเป็นอย่างไร"





วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

คำถาม Meta Model

เราจะไม่มีวันพบกับทางออกได้เลยตราบใดที่รอบตัวของยังรายล้อมไปด้วยเมฆหมอกอันมืดมัว ... สำหรับปัญหาต่างๆ ในชีวิตของเราก็เช่นกัน

เมื่อปัญหาต่างๆเกิดขึ้น ประการแรกที่เราจะพบได้ก็คือความครุมเครือขาดรายละเอียดที่เกิดขึ้นกับการรับรู้เหตุการณ์ เมื่อความครุมเครือปกคลุมไปทั่วทางออกของปัญหาจึงไม่สามารถถูกค้นพบได้ มันเหมือนกับการหาทางออกจากเขาวงกตโดยที่คุณกำลังติดอยู่เขาวงกตนั่นแหละ มันยากมากเพราะคุณแทบจะไม่รู้อะไรเลยนอกจากทางแคบที่กำลังบังคับคุณให้เดินไปเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณปีนขึ้นมามองทุกอย่างจากภาพรวม การหาทางออกจากจากเขาวงกตก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายมากโดยอัตโนมัติ 

และความครุมเครือในการรับรู้เหตุการณ์ของผู้คนก็ย่อมถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางการสื่อสารที่ครุมเครือ

ถ้อยคำที่ไม่ชัดเจนขาดซึ่งรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นคำนามที่ไม่ระบุ คำกริยาที่ไม่ระบุ การละเมิดความคิด การคาดการณ์ถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด การใช้ตรรกะวิบัติ และอื่นๆอีกมายถูกถ่ายทอดออกมาโดยไม่รู้ตัวซึ่งสามารถสังเกตพบได้ไม่ยากเลยในระหว่างการสนทนานั้น

ดังนั้นเพื่อให้ปัญหาสามารถไปถึงจุดแห่งการแก้ไขได้ เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำลายความครุมเครือนั้นลงไปให้ได้เสียก่อน เมื่ิอรายละเอียดถูกทำให้ชัดเจนขึ้น การรับรู้ต่อเหตุการณ์ที่แม่นยำและหนทางในการแก้ไขปัญหาจึงจะตามมาในที่สุด

และเครื่องมือที่จะพาไปถึงจุดนั้นได้ก็คือการตั้งคำถามอย่างถูกจุด

นี่ก็คือหลักการของ Meta Model ใน NLP

A : พี่ต้องช่วยผมนะ ผมแย่แล้ว
B : ช่วยอะไร? และอะไรที่ว่าแย่?
A : ผมขอยืมเงินแสนนึง ผมกำลังลำบากมาก
B : ลำบากมาก ลำบากยังไง?
A : รถกำลังจะถูกยึดพี่
B : ทำไมรถจะถูกยึด
A : ผมเสียบอล
B : ไม่มีเงินไปไถ่รถ?
A : ครับ
B : แล้วที่ว่าลำบากนี่ลำบากยังไง?
A : ไม่มีรถขับไปทำงาน
B : เลยไปทำงานไม่ได้?
A : ครับ
B : แล้วตอนสมัยที่ยังไม่ซื้อรถทำไง?
A : นั่งรถเมล์ครับ
B : ตอนนี้ก็ยังมีรถเมล์นั่งนี่นา ก็ยังนั่งรถเมล์ไปทำงานได้ แล้วจะไปเดือดร้อนทำไม?
A : .........................
B : ในเมื่อเธอทำในสิ่งที่ผิดพลาดคือไปเล่นบอล ตอนนี้รถจะโดนยึดคือผลที่จะได้รับ ผมคิดว่าคุณควรจะยืดอกรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดอย่าเต็มใจ แล้วเรียนรู้กับมันมากกว่าจะผิดพลาดซ้ำโดยการก่อหนี้ซ้อนนะ ......ที่สำคัญที่สุดคือผมไม่มีตังอ่ะ และถึงผมมีผมก็ไม่ให้ด้วย ..........ผมว่าคุณยังไม่แย่หรอก ไม่ลำบากด้วย แค่ยังรับไม่ได้กับผลกรรมก็ตัวเองก็เท่านั้นแหละ ...... ยอมรับกับมันหน่อย .....เดี๋ยวก็ชิน
A : .............................






วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

การสะกดจิต




สำหรับสิ่งที่คุณกำลังรับรู้ .... คุณยอมรับมันมากขนาดไหน?

สำหรับสิ่งที่คุณกำลังรับรู้ .... คุณกำลังอยู่ในห้วงภวังค์ที่ลึกเพียงใด?

ถ้ามีครบทั้งสองอย่าง .... การสะกดจิตก็กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว





วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

สิ่งที่รับรู้


ผมคิดว่าคุณคงจะได้ยินที่เขาว่า ... คุณเป็นอย่างอาหารที่คุณกิน หมายถึงสุขภาพของคุณจะเป็นอย่างไรมันขึ้นอยู่กับว่าวันๆ คุณกินอะไรเข้าไปบ้าง ถ้าคุณเปลี่ยนวิธีการกินสุขภาพของคุณก็จะเปลี่ยน

แล้วเรื่องของจิตใจล่ะ? ...สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ ...คุณเป็นอย่างที่คุณรับรู้ หมายถึงจิตใจของคุณจะเป็นอย่างไรมันขึ้นอยู่กับว่าวันๆ คุณรับรู้อะไรบ้าง ถ้าคุณเลือกที่จะรับรู้สิ่งที่ดี หรือย่างน้อยก็เลือกที่จะตีความหมายสิ่งที่คุณรับให้มันดีให้มันสร้างสรรค์ต่อตัวคุณ ประโยชน์ก็ย่อมเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณยังคงปล่อยให้ชีวิตของคุณนับรู้แต่สิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ ปล่อยให้ความเชื่อ ค่านิยมภายในตัวคุณโลดแล่นไปกับการรับรู้ประสบการณ์ที่ไม่สร้างสรรค์ ....ก็อย่าแปลกใจเลยว่าทำไมชีวิตของคุณจึงมีแต่ปัญหายุ่งยากใจ

คุณได้คัดกรองสิ่งที่คุณกำลังรับรู้หรือยัง?

คุณได้ปรับปรุงวิธีการรับรู้ของคุณให้มันดีต่อตัวคุณเองแล้วหรือยัง?






วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

Time

เวลาคืออะไร? ....โดยทั่วไปเราแบ่งเวลาออกเป็นสามส่วนง่ายๆด้วยกันคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต แทบจะทั้งหมดเป็นเรื่องของอดีตคือสิ่งที่เกิดไปแล้วและอนาคตคือสิ่งที่ยังไม่เกิด ส่วนปัจจุบันนั้นเป็นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น

คนเรารับรู้อดีตผ่านความทรงจำ รับรู้อนาคตผ่านทางการคาดเดา ส่วนปัจจุบันเรารับรู้ได้เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามกระแสแห่งปัจจุบันก็ไหลมากองรวมที่ปัจจุบันอยู่ดีนั่นเอง

เช่นขณะนี้คุณรู้สึกอย่างไร รู้สึกดี? หรือรู้สึกแย่? ความรู้สึกเหล่านี้มาจากไหน?

มาจากเสี้ยววินาทีที่เป็นปัจจุบันจริงๆ หรือมาจากความทรงจำในอดีต หรือมาจากการคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต?




เนื่องจากปัจจุบันเป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเมื่อพูดถึงปัญหาที่เป็นปัจจุบันจริงๆ จึงมีไม่มากนัก (เช่นเจองูกำลังจะฉกก็รู้สึกกลัวซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลาที่เป็นปัจจุบัน) แต่ปัญหาที่รายล้อมถาโถมเข้ามาโดยส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นเรื่องของความทรงจำจากอดีตก็เป็นเรื่องของการคาดเดาถึงอนาคตทั้งสิ้น

สำหรับปัญหาในอนาคตนั้น เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด เราเพียงคาดการณ์ รับรู้ และตีความหมายว่ามันจะเป็นปัญหามันจึงเป็นปัญหา เนื่องจากมันยังเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด ดังนั้นมันย่อมมีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ในตัวของมันเอง (หมายความว่าเอาจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นก็ยังไม่รู้แน่ได้) เพื่อที่ผลลัพธ์จะได้เปลี่ยนไปคุณอาจจะลองหาวิธีการใหม่ๆ มาทดแทนสิ่งเดิมที่คุณคาดการณ์ไว้เสียก็ได้ หรือแม้แต่เปลี่ยนวิธีการคาดการณ์ให้มันเป็นวิธีการที่เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองมากยิ่งขึ้นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน

ส่วนปัญหาในอดีตนั้นมันต่างกันออกไป เนื่องจากอดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถแก้ไขใดๆ ได้อีกแล้ว ดังนั้นการแก้ปัญหาในระดับเหตุการณ์จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ (เช่นถ้าคุณขับรถไปชนคนตายคุณก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขไม่ให้ชนได้อย่างแน่นอน) ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถทำได้จึงมีเพียงการเปลี่ยนวิธีการให้ความหมายใหม่ต่อสิ่งที่มันเกิดขึ้นไปแล้วเพื่อให้เกิดเป็นประโยชน์สูงสุด(เท่าที่จะทำได้)แก่ปัจจุบัน หรือถ้ามันหนักหนาสาหัสมากคุณอาจจะเลือกที่จะบิดเบือนมันไปเสียเลยก็ได้

ถึงแม้ว่านี่จะฟังดูแปลกๆ ซักหน่อยแต่มันก็คงจะดีกว่าที่จะปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว จบไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว และแก้ไขอะไรก็ไม่ได้อีกแล้วมาคอยสร้างปัญหาให้กับปัจจุบันของคุณ ในเมื่ออย่างไรเสียอดีตก็เป็นเพียงแค่ความทรงจำ เป็นแค่ข้อมูลตัวหนึ่งที่คุณมีเก็บไว้ในสมองและปะยี่ห้อว่านั่นคือความจริง ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่อยู่ภายในหัวของคุณ ภายในระบบประสาทของคุณ ดังนั้นคุณย่อมมีสิทธิ์ต่อข้อมูลเหล่านี้อย่างเต็มที่

จะเปลี่ยนแปลงมันไปเสียเลยก็ย่อมได้ถ้าคุณต้องการ

ถ้าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ชีวิตของคุณเกิดประโยชน์ คุณจะแคร์ทำไม? ในเมื่อคุณมีสิทธิ์ที่จะจัดการชีวิตของคุณได้อย่างเต็มที่

อย่าลืมว่าการรับรู้อย่างบิดเบือนอย่างไรเสียมันก็เกิดขึ้นในหัวของเราทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว ครั้งนี้จะเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของคุณบ้าง ....คุณจะไม่มีสิทธิ์เชียวหรือ?






วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

พลังของเหตุผล


คุณต้องการสิ่งใด?

1. ..........................................
2. ..........................................
3. ..........................................
4. ..........................................
5. ..........................................


จงบอกเหตุผลที่ทำให้คุณสมควรได้รับสิ่งเหล่านั้น?

สำหรับข้อ 1. คือ .........................................
สำหรับข้อ 2. คือ ..........................................
สำหรับข้อ 3. คือ ..........................................
สำหรับข้อ 4. คือ ..........................................
สำหรับข้อ 5. คือ ..........................................

เหตุผลนั้นมีพลังอำนาจสูงส่ง มีแต่สมองของมนุษย์เท่านั้นที่เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าเหตุผล
ดังนั้นจงเรียนรู้ที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ !!!!