วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

Comfort Zone


ธรรมชาติออกแบบสมองและระบบประสาทของเราให้มีความสามารถในการอยู่รอด การทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตสามารถอยู่รอดต่อไปได้คือเป้าหมายพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพื่อการนี้ระบบประสาทของเราจึงสร้างกลไกที่เรียกว่า Comfort Zone ขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเรา

 Comfort Zone คืออะไร?

มันเป็นภาพจำลองของพื้นปลอดภัยที่จิตใจของเราสร้างขึ้นมา ในพื้นที่ Comfort Zone นี้เราจะรู้สึกว่ามันปลอดภัยหรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่ามันดีอยู่แล้วสมควรที่จะดำเนินอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

หลักการง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า มนุษย์เรานั้นไม่มีความสามารถสามารถในการที่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรกับเราบ้างในอนาคต เช่นถ้าเราย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเราหรือถ้าถ้าเราทำในสิ่งใหม่อะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ดังนั้นเพื่อให้มันจะปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สมองและระบบประสาทของเราจึงเลือกหนทางที่มันคิดว่าดีที่สุดและง่ายที่สุดขึ้นมา นั่นก็คือ “การไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย” ถ้าเราไม่ย้ายหรือไม่ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ เราอยู่ที่เดิมทำอะไรแบบเดิมๆ ปล่อยให้ทุกสิ่งมันดำเนินไปเหมือนกับที่มันเคยดำเนินไปได้ในทุกๆ วัน ผลลัพธ์มันก็ย่อมจะเหมือนเดิม การเหมือนเดิมอย่างกับทุกวันที่ผ่านมานี้เป็นเครื่องการันตีอย่างชัดเจนว่าฉันยังปลอดภัยดี ฉันยังปรกติดี หรืออย่างน้อยฉันก็ยังคงมีชีวิตต่อไปได้เหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา

เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตของเราอยู่จะใน Comfort Zone ที่ (มันคิดว่า) ปลอดภัย ระบบประสาทของเราจึงสร้างเครื่องมือป้องกันไม่ให้เราใช้ชีวิตก้าวล่วงออกจากพื้นที่ Comfort Zone นี้เหมือนกับการที่เราล้อมคอกขังวัวควายเอาไว้ เพื่อไม่ให้หนีหายไปที่ไหน เครื่องมือที่ว่านี้ก็เช่น

“ความรู้สึกว่าฉันกลัว”
“ความรู้สึกว่าฉันสำเร็จสมบูรณ์ดีแล้ว”
“ความเพ้อฝันถึงอนาคตที่แสนหวานของฉัน”
“ความรู้สึกว่าฉันผิดหรือฉันต้องการไถ่ถอนความผิด”
“ความรู้สึกว่าฉันเหนื่อยแล้ว พอแล้ว”
“ความรู้สึกว่าฉันไม่สามารถ หรือฉันไม่มีวัน”
“ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นมันเป็นไปไม่ได้”
“ความรู้สึกว่าใครๆ เขาจะไม่ยอมรับหรือจะไม่ชอบ”

ความจริงยังมีรูปแบบเครื่องมือของ Comfort Zone อีกเป็นจำนวนมาก แต่ที่กล่าวมานี้คือเครื่องมือหลักๆ ที่เรามักจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆ ความจริงความรู้สึก (ที่เราเปรียบว่ามันเป็นเครื่องมือ) เหล่านี้มันถูกระบบประสาทของเราสร่างขึ้นมาเพื่อพยามปกป้องตัวมันเองให้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งมันก็เคยใช้ได้ผลดีเมื่อตอนที่พวกเรายังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในป่าเป็นฝูงๆ เหมือนอย่างเมื่อหลายหมื่นหลายแสนปีก่อน เราไม่อยากย้ายถิ่นฐาน เราไม่อยากออกไปหาอาหารในที่เราไม่เคยไป เราไม่อยากเสี่ยงทำอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน ทุกอย่างก็เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

มันเคยเป็นระบบที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้

ทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป สภาพสังคมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ความสลับซับซ้อนทางสังคมและความต้องการ ปัจจัยในการดำรงชีพของมนุษย์สูงมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น และสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จาก Comfort Zone ที่เคยทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้เราได้รับกับอันตรายทุกวันนี้มันกลายสภาพเป็นคอกปิดกั้นความสำเร็จของเราไปเสียแล้ว หลายคนมีชีวิตย่ำอยู่กับที่ปล่อยให้หลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตและผ่านอกไปอย่างว่างเปล่า เราปล่อยให้ Comfort Zone ปิดกั้นตัวเราเอาไว้ด้วยความรู้สึกกลัว ไม่กล้า ไม่มั่นใจ และอีกอะไรอีกมามายหลายอย่างซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยฉุดรั้งชีวิตของเราให้ย่ำอยู่กับที่

ทุกวันนี้เราไม่พอใจเพียงแค่การหาอาหารในเขตหรือถิ่นอาศัยของตัวเอง แต่ชีวิตของเราต้องการเดินไปข้างหน้า เดินไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ ไม่ใช่แค่เราเดินอยู่คนเดียว บ่อยครั้งมันเป็นการแข่งขันกัน ใครล่ะจะเป็นคนที่ไปถึงและคว้าเอาเป้าหมายนั้นมาไว้ในมือได้ก่อนคนอื่น เมื่อติดอยู่ในคอกกั้น และเราไม่สามารถก้าวพ้นคอกกั้นนี้ออกไป การเดินทางไปจนถึงเป้าหมายอันเป็นความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การแข่งขั้นกันเพื่อไปให้ถึงก่อนก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เป็นเช่นกัน

เมื่อเราต้องการความสำเร็จ ต้องการชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมชีวิตที่ดีกว่าที่เคยเป็นอยู่ เรามีความจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เกิดขึ้น การมีชีวิต “เหมือนเดิม” อาศัยอยู่ใน Comfort Zone ที่แสนสบายไม่อาจทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้เลย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องฝึกออกจาก Comfort Zone ที่ขังชีวิตของเราเอาไว้

เราจะออกจาก Comfort Zone ได้อย่างไร?

คำตอบของมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการ “ฝึก"

เราต้องฝึกที่จะทำบางสิ่งที่ท้าทาย ไปให้ถึงจุดที่คิดว่ามันเป็นขีดจำกัดของเราแล้วข้ามพ้นมันไปให้ได้ ฝึกที่เอาชนะขีดจำกัดของตัวออกไปเรื่อยๆ ฝึกต่อสู้กับตัวเอง (บางครั้งอาจจะต้องฝึกสู้กับคนอื่น) เรียนรู้ที่จะเอาชนะตัวเอง ทำลายสถิติของตัวเอง ขยายพื้นที่ภายในจิตใจของเราออกไปไปเรื่อยๆ

ประสบการณ์เล็กๆ แต่ทรงพลังที่แสนยอดเยี่ยมนี้จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไป


วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Behavioral Frame


กรอบของพฤติกรรม (Behavioral Frame) หมายถึงถ้อยคำภาษาที่ถูกใช้ออกไปแล้วส่งผลให้บริบทของความคิด คำพูด หรือการกระทำมันหยุดลงอยู่แค่นั้นไม่สามารถขยับขยายไปในทิศทางที่สร้างสรรค์กว่าที่เป็นอยู่ได้อีก เช่น

“ปัญหา” ... งานที่ทำอยู่มันมีแต่ปัญหาเต็มไปหมด

“ทำไม?” ...ทำไมเรื่องร้ายๆ จึงเกิดขึ้นกับฉันไม่หยุดหย่อน

“ล้มเหลว” ...ชีวิตแต่งงานของฉันล้มเหลวไม่เป็นท่า

“เป็นไปไม่ได้!” ....การทำอย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก

“เสียเวลาเปล่าๆ” ....มัวแต่สนใจเรื่องหยุมหยิมแบบนี้เสียเวลาเปล่าๆ

กรอบหรือคอกล้อมวัวพวกนี้จะขังคุณเอาไว้ไม่ให้สามารถขยับไปไหนได้เลย ทั้งที่จริงๆ แล้วเลยคอกออกไปอีกสิบเมตรอาจจะเป็นความสำเร็จอย่างสวยงามที่กำลังรอคุณอยู่ก็ได้

ดังนั้นจงเปลี่ยนภาษาที่คุณใช้ เพื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง

“ปัญหา เป็นผลลัพธ์”
....งานที่ทำอยู่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

“ทำไม? เป็นอย่างไร?”
...ทำอย่างไรเรื่องราวร้ายๆ ในชีวิตของฉันมันจะหมดๆ ไปเสียที?

“ล้มเหลว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น”
...สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่งานของฉันก็คือการแยกทางกัน

“เป็นไปไม่ได้! เป็นอะไรที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้?”
...จะทำอย่างไรให้เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นมาจริงๆ นะ?

“เสียเวลาเปล่าๆ เป็นศึกษารายละเอียด”
...การศึกษารายละเอียดของเรื่องนั้นทำให้ฉันได้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกมาก

.
.
.
เปลี่ยนแล้วปัญหามันไม่จะถูกแก้ไขให้หมดไปในทันทีหรือคุณจะประสบความสำเร็จทันทีเหมือนถูกหวยหรอกครับ

"แต่มันจะเปิดทางให้คุณเดินไปต่อได้"

นั่นแหละครับคือสิ่งที่ NLP ต้องการจริงๆล่ะ





Why and How


?

คำถามว่า "ทำไม!" (Why) มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา
ถามว่า "อย่างไร" (How) ต่างหากที่คุณต้องการ

"ทำไมอาหารจึงช้า ฉันรอเป็นชั่วโมง!"
คำถามแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่ได้ช่วยให้คุณหายโมโห และก็ไม่ได้ช่วยให้คุณได้อิ่มท้องด้วย มีแต่ยิ่งถามก็ยิ่งโมโหหิวมากขึ้นเรื่อยๆ

เปลี่ยนใหม่ Re-Pattern ของคุณเสีย

"อาหารช้าเป็นชั่วโมง ฉันหิวมาก ฉันจะได้รับการชดเชยอย่างไร?"
บางทีจากคำถามนี้คุณอาจจะทานอาหารดีๆฟรีๆซักเมื้อสองเมื้อก็ได้นะครับ

มันสร้างสรรคกและได้ประโยชน์ว่ากันเยอะเลย ..... หรือคุณว่าไม่จริง?






วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Picasso




กาลครั้งหนึ่งนามมาแล้ว ปีกัสโซ่ (Picasso) ศิลปินเอกคนหนึ่งของโลกโดนยิงคำถามมาจากชายคนหนึ่งว่า

"ทำไมคุณจึงไม่วาดภาพที่มันเหมือนจริงล่ะ?" เมื่อได้ฟังดังนั้นปีกัสโซ่จึงถามกลับไปว่า "เหมือนจริงแบบใหนล่ะ?"

ชายคนนั้นจึงหยิบรูปถ่ายภรรยาของตัวเองออกมาจากกระเป๋าเสื้อ (ซึ่งเป็นภาพขาวดำตามยุคสมัยนั้น) เขายื่นให้ปีกัสโซ่ดูอย่างภาคภูมิใจแล้วบอกว่า

“นี่คือภรรยาของผม ภาพนี้มันเหมือนจริงมากและคุณก็ควรวาดให้ได้เหมือนจริงอย่างนี้มากกว่าภาพเบี้ยวๆ ของคุณนะ”

ปีกัสโซ่หยุดมองภาพนั้นอย่างครุ่นคิดครู่หนึ่งทีเดียว จากนั้นก็พูดขึ้นว่า

"ภรรยาของคุณเป็นคนสวยนะ แต่เธอน่าสงสารมาก ดูซิผิวพรรณเธอไม่มีสีเลือดเลยเลย ตัวเธอก็เล็กมากกว้างยาวแค่ไม่กี่นิ้วเห็นจะได้แถมยังแบนแต๋ดแต๋เลย ผิวของเธอยังเย็นๆ อีกด้วยสงสัยเธอจะไม่สบายนะ คุณน่าจะแลเธอให้ดีหน่อย"

นี่อาจจะเป็นอารมณ์ขันปนประชดประชันของปีกัสโซ่ที่ใช้ตอกหน้าชายคนนั้นกลับไปเฉยๆ ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากเรื่องนี้ก็คือ บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราให้ปล่อยให้ความหมายที่เรากำหนดให้ต่อสิ่งต่างๆ กลายมาเป็นสิ่งเหล่านั้นเสียเอง เหมือนอย่างที่ชายคนนั้นได้ปล่อยให้ภาพถ่ายในกระดาษกลายเป็นภรรยาของเขาจริงๆ (ถึงแม้ว่าจะผ่านทางการประชดของปีกัสโซ่ก็ตามเถอะ) บ่อยครั้งแค่ไหนที่เราปล่อยให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการสรุปเหตุการณ์ของเราเองกลายมาเป็นรายละเอียดของเหตุการณ์นั้นจริงๆ หรือบ่อยครั้งแค่ไหนเราปล่อยให้ความรู้สึกที่เรามีต่อคนๆ หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากการสรุปความหมายของเราเองกลายเป็นตัวตนของคนๆ นั้นไปอย่างสมบูรณ์

มันไม่ใช่แค่บทสรุป มันไม่ใช่แค่ตัวแทน แต่มันกำลังจะเป็นสิ่งนั้นจริงๆ ในการรับรู้ของเรา แผนที่ที่เราวาดขึ้นกำลังกลายเป็นพื้นที่นั่นอย่างสมบูรณ์แล้วอย่างนั้นหรือ?

ไม่มีทาง!

“แผนที่ไม่ใช่พื้นที่” (The Map is not Territory)

นี่เป็นประโยคที่มีความสำคัญต่อผู้ศึกษาเอ็นแอลพีเป็นอย่างมาก กล่าวคือเอ็นแอลพีเปรียบวิธีการรับรู้ของระบบประสาทของเราเป็นเหมือนกับการมองไปยังแผนที่ฉบับหนึ่งที่เราวาดขึ้นมาอธิบายรายละเอียดของพื้นที่ จากนั้นก็ตอบสนองกับแผนที่นั้นอย่างเต็มที่แทนที่เราจะมองและตอบสนองต่อพื้นที่นั้นโดยตรง การทำแบบนี้ช่วยให้สมองของเราทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ศึกษาเอ็นแอลพีจะต้องระลึกอยู่เสมอก็คือ “แผนที่ก็ย่อมเป็นเพียงแผนที่ ไม่สามารถเป็นพื้นที่จริงได้โดยเด็ดขาด” หมายถึงการรับรู้ก็ย่อมเป็นได้แค่การรับรู้ มันไม่มีทางที่จะเป็นสิ่งเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด หรือแปลความกันอีกทีก็คือ

“เหตุการณ์ที่เกิดและสิ่งที่คุณรับรู้มันคือคนล่ะเรื่องกันอย่าได้เผลอเอาไปรวมกันเป็นอันขาด”






นักอธิบาย

บางทีเราก็ช่างเป็นนักอธิบาย

เวลาเราพูดถึงปัญหา เรากลัวคนอื่นไม่เข้าใจ กลัวคนอื่นไม่ยอมรับ เราไม่ค่อยมั่นใจตัวเองเท่าไหร่

เราก็เลยใช้ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเวลาในการ "อธิบายปัญหา"

แทนที่จะพูดถึง "วิธีแก้ปัญหา" ....




พลังแห่งข้ออ้าง


เพื่อไปให้ถึงเส้นชัย เพื่อไปให้ถึงผลลัพธ์ที่คุณต้องการ คุณจำเป็นต้องเขี้ยวเข็นตัวเองให้หนักยิ่งขึ้น พยามมากยิ่งขึ้น ฝ่าฟันมันด้วยกำลังที่เต็มที่ยิ่งขึ้น ข้อผิดพลาดต่างๆ จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

.... เรื่องง่ายๆ แบบนี้ผมคิดว่าใครๆ ก็รู้

แต่คุณจะทำแบบนั้นได้อย่างไรในเมื่อคุณยังคงเต็มไปด้วย "ข้ออ้าง" มากมายที่คอยปกป้องตัวคุณไม่ให้ไปถึงจุดเหล่านั้น

ผมตื่นสายก็เพราะว่า.........................(ผมไม่ผิดนะ)
ผมฝึกซ้อมน้อยลงก็เพราะ .................(ผมไม่ผิดนะ)
ผมนิ่งนอนใจก็เพราะว่า .....................(ผมไม่ผิดนะ)
ผมไม่ทำอย่างนั้นเพราะ.....................(ผมไม่ผิดนะ)

ข้ออ้างต่างๆ มันคอยปกป้องคุณอยู่ตลอด แน่นอนว่าด้วยอำนาจอันยิ่งใหญ่ของสารพัดข้ออ้างแล้ว มันทำให้คุณไม่ผิด!

คุณไม่ผิด! และไม่มีวันผิดด้วย! นี่แหละพลังอำนาจของข้ออ้าง

...................

ในเมื่อคุณไม่ผิด คุณมองไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รู้สึกซักนิดว่าคุณผิดแล้ว คุณพลาดแล้ว....

"แล้วคุณจะพัฒนาตัวคุณให้บินสูงกว่านี้ ไปใกลกว่านี้ได้ยังไง?"

ถามจริงๆ มันจะดีกว่านี้ได้ยังไง(วะ)ถ้าคุณไม่ยอมรับเสียก่อน?




ข้ออ้าง