วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Confidence

หลักสำคัญประการหนึ่งที่นักสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapist) ทั่วโลกส่วนมากมักจะเห็นพ้องต้องกันก็คือ “การบำบัดไม่ควรที่จะทำเกินหนึ่งหัวข้อในเวลาเดียวกัน” เช่น หากต้องการจะบำบัดเรื่องเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า ลดน้ำหนัก เพิ่มศักยภาพการกีฬา หรือแม้กระทั่งบำบัดอาการกลัวอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Phobia) ก็ควรที่จะทำทีละเรื่อง ๆ ไป ด้วยเหตุผลที่ว่าสมองของมนุษย์เรานั้นสามารถเรียนได้ดีที่สุดเพียงครั้งละหนึ่งเรื่องเท่านั้น

ลองนึกถึงว่ามันจะยุ่งยากขนาดไหนถ้าเราพยามเรียนวิชาเลขไปพร้อมๆ กับวิชาภาษาอังกฤษ?

แต่ทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนไม่มีสิ่งใดตายตัวหรอกครับ

ข้อยกเว้นในกรณีนี้ก็คือ ไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตามที ผู้บำบัดสามารถเพิ่มเติมในส่วนของเรื่อง “ความมั่นใจ” (Self Confident) ในตัวเองให้กับผู้เข้ารับการบำบัดได้

ตลอดระยะเวลาการทำงานด้านสะกดจิตบำบัดมาร่วม 5 ปี ผู้บำบัดยังไม่เคยเจอใครที่ไม่ต้องการให้ผู้บำบัดเพิ่มเติมในส่วนของความมั่นใจในตนเองเลยสักคน ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นระดับ CEO ขององค์กรระดับสูง หรือแม้กระทั่งนักเรียนมัธยมก็ตามที คนทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องการความมั่นใจในตนเองเพิ่มมากขึ้นทั้งนั้น

ความมั่นใจเป็นดุจดั่งพรวิเศษที่จะช่วยให้คน ๆ นึงสามารถก้าวข้ามผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องเจอในแต่ละวันได้อย่างยอดเยี่ยม มีแต่คนที่มีความมั่นเท่านั้นจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้อย่างไม่ย่อท้อ ในทางตรงกันข้ามการขาดซึ่งความมั่นใจก็เปรียบเสมือนกับกำแพงหนามสูงท่วมหัวที่ขวางเราไม่ให้สามารถก้าวข้ามไปสู่การประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา เพื่อที่จะให้เราสามารถที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ ยิ้มได้อย่างมั่นใจ ต่อรองได้อย่างมั่นใจ พรีเซนต์งานได้อย่างมั่นใจ แม้กระทั่งจีบสาวได้อย่างมั่นใจนั้น ความมั่นใจมันจำเป็นที่จะต้องออกมาจากภายในส่วนลึกของจิตใจเสียก่อน

แหล่งผลิตความมั่นใจนั้นก็คือการทำงานของสมองในส่วนที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก (Subconscious)

จะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้จิตใต้สำนึกเรียนรู้ที่จะผลิตการตอบสนองที่เรียกว่าความมั่นใจขึ้นมาได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองยอดอย่างเยี่ยมมากที่สุด

จงจดจำไว้ว่า “ความมั่นใจเป็นบันไดก้าวแรกสู่ความสำเร็จ” 

และการสะกดจิตบำบัดก็เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมตัวนึงที่จะสามารถมอบสิ่งนี้ให้กับคุณได้ดังที่คุณต้องการ



วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นิวรอน

ในหัวสมองของเรามีสารสื่อประสาทหรือนิวรอนอยู่นับล้านๆเซล แต่ละนิวรอนบรรจุไปด้วยข้อมูลต่างๆ ที่จะประกอบขึ้นเป็นจิตใจของเรา เราถ่ายทอดสิ่งที่บรรจุในนิวรอนเหล่านี้ออกมาสู่โลกภายนอกด้วย "ภาษา" ที่พวกเราใช้ในการสื่อสาร

หลักการง่ายๆ ของนิวรอนเหล่านี้ก็คือ ยิ่งเราใช้นิวรอนตัวใดบ่อยๆ นิวรอนตัวนั้นก็จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งโตมากมันก็ยิ่งทำงานได้อย่างเร็วและมีอำนาจ แล้วถ้ามันโตมากเพียงพอมันก็อาจจะไปเกาะเกี่ยวโครงข่ายเข้ากับนิวรอนอื่นๆ ทำให้นิวรอนตัวนี้ส่งอิธิพลไปยังนิวรอนอื่นที่อยู่ข้างเคียงด้วย ในทางตรงกันข้าม นิวรอนที่ไม่ได้ใช้งานก็จะเสื่อมสลายไปเองตามธรรมชาติ บ่อยครั้งที่สมองของเราจะย่อยสลายนิวรอนที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างเพื่อให้สมองของเรามีพื้นที่เพียงพอเหลือเฟือต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งนิวรอนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานนี่แหละจะเป็นพวกแรกที่โดนย่อย

นิวรอนจะเจริญเติบโตได้อย่างไร?

ก็เมื่อเราใช้มันโดยผ่านทางความคิด คำพูด รวมไปถึงการกระทำ

นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเราจึงต้องหมั่นคิด พูด และทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ สิ่งที่เราต้องการให้มันมีความเจริญก้าวหน้า

หัวใจสำคัญคือเราต้องฉลาดที่จะเพาะเลี้ยงนิวรอนบางตัวให้โต และทำให้นิวรอนไร้ประโยชน์บางตัวหมดความสำคัญลงไป

เพราะตัวตนของเราประกอบขึ้นด้วยนิวรอนครับ



อิธิพลของการรับรู้

มีการทดลองประหลาดๆอันหนึ่งเกิดขึ้น คือเขาแบ่งผู้รับการทดลองเป็นสองกลุ่ม ทั้งสองกลุ่มเหมือนกันคือให้เล่นเกมเรียงคำ (มีไพ่เป็นใบๆ มีคำต่างๆ ในไพ่แล้วให้เรียงคำเหล่านี้ให้เป็นประโยค) ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้ก็คือ ไพ่กลุ่มแรกมีคำไปในทำนองว่า "แก่ เชื่องช้า หย่อนยาน บลาๆๆ" ในขณะที่กลุ่มหลังเป็นคำในทำนองว่า "หนุ่มสาว รวดเร็ว แคล่วคล่อง ว่องใว บลาๆๆๆ"

เมื่อการเล่นเกมจบลง คนทั้งสองกลุ่มก็ถูกร้องขอให้กลับไป โดยให้เดินไปที่ลิฟท์ที่อยู่ใกลออกไป

ผลประกฏว่า ..... ค่าสถิตโดยรวมแล้วคนในกลุ่มแรกใช้เวลาในการเดินทางไปถึงลิฟท์กว่ากลุ่มที่สองอย่างเห็นได้ชัด ความเร็วในการเดินทางของคนกลุ่มแรกโดยรวมแล้วต่ำลงอย่างชัดเจนในขณะที่ความเร็วของคนกลุ่มหลังกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน

นี่คืออธิพลโดยตรงของการสื่อสารที่มีต่อพวกเราไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เมื่อเรารับรู้ทันใดนั้นนิวรอนมันจะเกิดขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลที่รับรู้นั้นเอาไว้ และยิ่งเราเรียนรู้มันซ้ำๆใช้งานมันซ้ำๆ นิวรอนตัวนั้นก็ยิ่งเะจริญเติบโตและส่งอธิพลต่อชีวิตของเราโดยอัตโนมัติ

เพราะตัวตนของเราทุกคนประกอบขึ้นด้วยนิวรอนนับล้านๆเซลครับ



8 Success

จากการวิจัยของนัก NLP พวกเขาพบว่าโดยสถิตแล้ว ผู้สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มักจะมีองค์ประกอบชีวิตบางประการที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน 8 ข้อดังต่อไปนี้

1. มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน

2. นึกถึงความทุกข์หรือความผิดพลาดในอดีตน้อยกว่าคนทั่วไป

3. เมื่อเผชิญเหตุการณ์ร้าย พวกเขาถนัดที่จะมองมันให้เป็นด้านบวกมากกว่าคนทั่วไป

4. หลายคนมีอุปนิสัยจดบันทึกเรื่องตัวเอง หรือเขียนเป้าหมายตัวเองออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร

5. มักจะวางเป้าหมายความสำเร็จสอดคล้องกับอาชีพ การศึกษา ครอบครัว หรือท้องถิ่นที่อาศัย

6. แข่งขันกับตนเอง หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่น
7. มีแนวโน้มที่จะแสวงหาความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน

8. รู้คุณค่าของตนเอง






น้ำหนักของถ้อยคำ

หากคุณเรียก .... "ยาม" ว่า "Security Guard"

หากคุณเรียก .... "แอร์-สจ๊วรต" ว่า "Flight Attendance"

หากคุณเรียก .... "หมอโรคจิต" ว่า "จิตแพทย์"

หากคุณเรียก .... "หมอหมา" ว่า "สัตวแพทย์"

บางทีผู้ฟังจะมีความสุขมากขึ้น จะรู้สึกดีมากขึ้น และมีการตอบสนองที่ดีมากขึ้น

NLP เรียกความแตกต่างระหว่างถ้อยคำที่มีความมหายเหมือนกันเหล่านี้ว่าว่า "น้ำหนักของคำ"

คือความหมายถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างเดียวกันก็ตาม แต่กลับมีน้ำหนักหรือให้การตอบสนองจากผู้รับที่แตกต่างกัน และระบบประสาทของคนเรานั้นพร้อมที่จะรับฟังรู้ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกพึงพอใจอยู่แล้ว

ถ้ารู้จักเลือกใช้ให้ถูกจังหวะ คุณก็จะได้เปรียบในการสื่อสารของคุณ

เช่น ....ถ้าในร้านอาหารที่วุ่นวาย คุณพยามเรียกพนักงานเสริฟว่า "น้องๆๆ" อยู่หลายรอบก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง แต่พอคุณเรียกว่า "คนสวย" การตอบสนองก็อาจจะเกิดขึ้นได้โดยฉับพลันทันที

ทำไม? มันเกิดอะไรขึ้่น? .... คือมันอย่างนี้ครับ

ในระบบประสาทส่วนลึก ใครๆ ก็อยากเป็นคนสวย(คนหล่อ)ด้วยกันทั้งนั้น (โดยปรกติแล้ว) มนุษย์เรามีสัญชาติญาณระดับจิตใต้สำนึกในเรื่องนี้อยู่ทุกคน

ดังนั้นพอมีเสียงเรียกว่าคนสวย คำถามก็คือใครล่ะคือคนสวย? เพื่อการนี้จิตใต้สำนึกมันก็เลยตะโกนขึ้นว่า "ฉันเอง!!!" ถ้าเมินเฉยต่อคำนี้แล้วล่ะก็ .... นี่มันก็เป็นการใจร้ายต่อตัวเองไปซักหน่อย จิตใต้สำนึกมันไม่ยอมหรอก

 ... ดังนั้นเพื่อให้เกิดการยอมรับต่อคำนามนี้อย่างเต็มที่ยิ่ง ... การตอบสนองที่ดีจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามมาเพื่อยืนยันว่า "นั่นแหละฉันเอง"






วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

Comfort Zone


ธรรมชาติออกแบบสมองและระบบประสาทของเราให้มีความสามารถในการอยู่รอด การทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตสามารถอยู่รอดต่อไปได้คือเป้าหมายพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพื่อการนี้ระบบประสาทของเราจึงสร้างกลไกที่เรียกว่า Comfort Zone ขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเรา

 Comfort Zone คืออะไร?

มันเป็นภาพจำลองของพื้นปลอดภัยที่จิตใจของเราสร้างขึ้นมา ในพื้นที่ Comfort Zone นี้เราจะรู้สึกว่ามันปลอดภัยหรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่ามันดีอยู่แล้วสมควรที่จะดำเนินอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

หลักการง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า มนุษย์เรานั้นไม่มีความสามารถสามารถในการที่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรกับเราบ้างในอนาคต เช่นถ้าเราย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเราหรือถ้าถ้าเราทำในสิ่งใหม่อะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ดังนั้นเพื่อให้มันจะปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สมองและระบบประสาทของเราจึงเลือกหนทางที่มันคิดว่าดีที่สุดและง่ายที่สุดขึ้นมา นั่นก็คือ “การไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย” ถ้าเราไม่ย้ายหรือไม่ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ เราอยู่ที่เดิมทำอะไรแบบเดิมๆ ปล่อยให้ทุกสิ่งมันดำเนินไปเหมือนกับที่มันเคยดำเนินไปได้ในทุกๆ วัน ผลลัพธ์มันก็ย่อมจะเหมือนเดิม การเหมือนเดิมอย่างกับทุกวันที่ผ่านมานี้เป็นเครื่องการันตีอย่างชัดเจนว่าฉันยังปลอดภัยดี ฉันยังปรกติดี หรืออย่างน้อยฉันก็ยังคงมีชีวิตต่อไปได้เหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา

เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตของเราอยู่จะใน Comfort Zone ที่ (มันคิดว่า) ปลอดภัย ระบบประสาทของเราจึงสร้างเครื่องมือป้องกันไม่ให้เราใช้ชีวิตก้าวล่วงออกจากพื้นที่ Comfort Zone นี้เหมือนกับการที่เราล้อมคอกขังวัวควายเอาไว้ เพื่อไม่ให้หนีหายไปที่ไหน เครื่องมือที่ว่านี้ก็เช่น

“ความรู้สึกว่าฉันกลัว”
“ความรู้สึกว่าฉันสำเร็จสมบูรณ์ดีแล้ว”
“ความเพ้อฝันถึงอนาคตที่แสนหวานของฉัน”
“ความรู้สึกว่าฉันผิดหรือฉันต้องการไถ่ถอนความผิด”
“ความรู้สึกว่าฉันเหนื่อยแล้ว พอแล้ว”
“ความรู้สึกว่าฉันไม่สามารถ หรือฉันไม่มีวัน”
“ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นมันเป็นไปไม่ได้”
“ความรู้สึกว่าใครๆ เขาจะไม่ยอมรับหรือจะไม่ชอบ”

ความจริงยังมีรูปแบบเครื่องมือของ Comfort Zone อีกเป็นจำนวนมาก แต่ที่กล่าวมานี้คือเครื่องมือหลักๆ ที่เรามักจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆ ความจริงความรู้สึก (ที่เราเปรียบว่ามันเป็นเครื่องมือ) เหล่านี้มันถูกระบบประสาทของเราสร่างขึ้นมาเพื่อพยามปกป้องตัวมันเองให้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งมันก็เคยใช้ได้ผลดีเมื่อตอนที่พวกเรายังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในป่าเป็นฝูงๆ เหมือนอย่างเมื่อหลายหมื่นหลายแสนปีก่อน เราไม่อยากย้ายถิ่นฐาน เราไม่อยากออกไปหาอาหารในที่เราไม่เคยไป เราไม่อยากเสี่ยงทำอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน ทุกอย่างก็เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

มันเคยเป็นระบบที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้

ทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป สภาพสังคมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ความสลับซับซ้อนทางสังคมและความต้องการ ปัจจัยในการดำรงชีพของมนุษย์สูงมากขึ้น ละเอียดอ่อนมากขึ้น และสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จาก Comfort Zone ที่เคยทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้เราได้รับกับอันตรายทุกวันนี้มันกลายสภาพเป็นคอกปิดกั้นความสำเร็จของเราไปเสียแล้ว หลายคนมีชีวิตย่ำอยู่กับที่ปล่อยให้หลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตและผ่านอกไปอย่างว่างเปล่า เราปล่อยให้ Comfort Zone ปิดกั้นตัวเราเอาไว้ด้วยความรู้สึกกลัว ไม่กล้า ไม่มั่นใจ และอีกอะไรอีกมามายหลายอย่างซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยฉุดรั้งชีวิตของเราให้ย่ำอยู่กับที่

ทุกวันนี้เราไม่พอใจเพียงแค่การหาอาหารในเขตหรือถิ่นอาศัยของตัวเอง แต่ชีวิตของเราต้องการเดินไปข้างหน้า เดินไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ ไม่ใช่แค่เราเดินอยู่คนเดียว บ่อยครั้งมันเป็นการแข่งขันกัน ใครล่ะจะเป็นคนที่ไปถึงและคว้าเอาเป้าหมายนั้นมาไว้ในมือได้ก่อนคนอื่น เมื่อติดอยู่ในคอกกั้น และเราไม่สามารถก้าวพ้นคอกกั้นนี้ออกไป การเดินทางไปจนถึงเป้าหมายอันเป็นความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การแข่งขั้นกันเพื่อไปให้ถึงก่อนก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เป็นเช่นกัน

เมื่อเราต้องการความสำเร็จ ต้องการชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมชีวิตที่ดีกว่าที่เคยเป็นอยู่ เรามีความจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เกิดขึ้น การมีชีวิต “เหมือนเดิม” อาศัยอยู่ใน Comfort Zone ที่แสนสบายไม่อาจทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้เลย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องฝึกออกจาก Comfort Zone ที่ขังชีวิตของเราเอาไว้

เราจะออกจาก Comfort Zone ได้อย่างไร?

คำตอบของมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการ “ฝึก"

เราต้องฝึกที่จะทำบางสิ่งที่ท้าทาย ไปให้ถึงจุดที่คิดว่ามันเป็นขีดจำกัดของเราแล้วข้ามพ้นมันไปให้ได้ ฝึกที่เอาชนะขีดจำกัดของตัวออกไปเรื่อยๆ ฝึกต่อสู้กับตัวเอง (บางครั้งอาจจะต้องฝึกสู้กับคนอื่น) เรียนรู้ที่จะเอาชนะตัวเอง ทำลายสถิติของตัวเอง ขยายพื้นที่ภายในจิตใจของเราออกไปไปเรื่อยๆ

ประสบการณ์เล็กๆ แต่ทรงพลังที่แสนยอดเยี่ยมนี้จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไป


วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Behavioral Frame


กรอบของพฤติกรรม (Behavioral Frame) หมายถึงถ้อยคำภาษาที่ถูกใช้ออกไปแล้วส่งผลให้บริบทของความคิด คำพูด หรือการกระทำมันหยุดลงอยู่แค่นั้นไม่สามารถขยับขยายไปในทิศทางที่สร้างสรรค์กว่าที่เป็นอยู่ได้อีก เช่น

“ปัญหา” ... งานที่ทำอยู่มันมีแต่ปัญหาเต็มไปหมด

“ทำไม?” ...ทำไมเรื่องร้ายๆ จึงเกิดขึ้นกับฉันไม่หยุดหย่อน

“ล้มเหลว” ...ชีวิตแต่งงานของฉันล้มเหลวไม่เป็นท่า

“เป็นไปไม่ได้!” ....การทำอย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก

“เสียเวลาเปล่าๆ” ....มัวแต่สนใจเรื่องหยุมหยิมแบบนี้เสียเวลาเปล่าๆ

กรอบหรือคอกล้อมวัวพวกนี้จะขังคุณเอาไว้ไม่ให้สามารถขยับไปไหนได้เลย ทั้งที่จริงๆ แล้วเลยคอกออกไปอีกสิบเมตรอาจจะเป็นความสำเร็จอย่างสวยงามที่กำลังรอคุณอยู่ก็ได้

ดังนั้นจงเปลี่ยนภาษาที่คุณใช้ เพื่อเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง

“ปัญหา เป็นผลลัพธ์”
....งานที่ทำอยู่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

“ทำไม? เป็นอย่างไร?”
...ทำอย่างไรเรื่องราวร้ายๆ ในชีวิตของฉันมันจะหมดๆ ไปเสียที?

“ล้มเหลว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น”
...สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตแต่งานของฉันก็คือการแยกทางกัน

“เป็นไปไม่ได้! เป็นอะไรที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้?”
...จะทำอย่างไรให้เรื่องนั้นมันเกิดขึ้นมาจริงๆ นะ?

“เสียเวลาเปล่าๆ เป็นศึกษารายละเอียด”
...การศึกษารายละเอียดของเรื่องนั้นทำให้ฉันได้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกมาก

.
.
.
เปลี่ยนแล้วปัญหามันไม่จะถูกแก้ไขให้หมดไปในทันทีหรือคุณจะประสบความสำเร็จทันทีเหมือนถูกหวยหรอกครับ

"แต่มันจะเปิดทางให้คุณเดินไปต่อได้"

นั่นแหละครับคือสิ่งที่ NLP ต้องการจริงๆล่ะ